ผู้แปลเริ่มทำงานชิ้นนี้เมื่อห้าปีที่แล้ว
คือตั้งแต่กลางปี พ.ศ.๒๕๒๐ ในสมัยของรัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียร
ซึ่งปกครองประเทศโดยใช้จอโทรทัศน์ปลุกใจให้คำขวัญเพื่อความอยู่รอดของชาติ
ยุคซึ่งบรรยากาศแห่งความหวาดระแวง การใส่ร้ายป้ายสี จับผิด ความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกันปรากฏครอบคลุมอยู่ทั่วไป
ดังเช่นที่เกิดใน "โอชันเนีย" ยุค ค.ศ.๑๙๘๔ นัยยะของโลกการเมืองที่
ยอร์จ ออร์เวลล์ จินตนาการขึ้นเมื่อปี ๑๙๘๔ จึงสอดคล้องใกล้เคียงกับโลกการเมืองของไทยในสมัย
พ.ศ.๒๕๒๐ เป็นอย่างยิ่ง นี่คือแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้คิดแปลงานชิ้นนี้ออกเป็นภาษาไทย
นอกเหนือจากเหตุผลในแง่คุณค่าที่นวนิยายมีอยู่ในตัวของมันเอง
โดยเหตุที่ตั้งใจจะให้ ๑๙๘๔ ภาคภาษาไทยมีความผิดพลาดคลาดเคลื่อนน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ประกอบกับงานด้านอื่นรุกเร้าเข้ามา งานแปลชิ้นนี้จึงถูกเก็บไว้เพื่อนำออกมาตรวจแก้ใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า
จนกระทั่งสำเร็จลงในอีกสี่ปีต่อมา หากมองสภาพการเมืองไทยซึ่งเคยสอดคล้องใกล้เคียงกับสิ่งที่นวนิยายพูดถึงเมื่อห้าปีที่แล้ว
เราจะพบว่าความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมายหลายด้าน ทั้งในระดับนโยบายหรือโฉมหน้าของรัฐ
ระดับกลุ่มการเมืองต่าง ๆ ไปจนถึงความรู้สึกนึกคิดทางการเมืองของผู้คนแต่ละประเภท
แต่ปรากฏว่า ถึงอย่างไร ๑๙๘๔ ก็ยังสอดคล้องกับเหตุการณ์ร่วมสมัยในความเห็นของผู้แปลเข้าจนได้
ไม่ว่าจะเป็นการเขียนประวัติศาสตร์ขึ้นใหม่เพื่อรับใช้การเมืองปัจจุบัน
โดยไม่ต้องคำนึงถึงสิ่งที่เรียกว่าความจริง หรือการกระทำอื่น ๆ ในทำนองเดียวกัน
ซึ่งดูเหมือนจะดำรงอยู่ในโลกการเมืองของหลาย ๆ ค่าย นี่อาจทำให้พูดได้ว่า
เป็นความสามารถของผู้เขียนที่มีสายตามองเห็นแง่มุมครอบคลุมธรรมชาติของสังคมการเมืองในแบบต่าง
ๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นระบบปกครองที่อยู่ภายใต้เสื้อคลุมอันมีชื่อสวยหรูขนาดไหนก็ตาม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน "หนังสือ" ของโกลด์สไตน์ ผู้ได้ชื่อว่าเป็นหัวหน้าฝ่ายบ่อนทำลายความมั่นคงของรัฐโอชันเนีย
ผู้เขียนบ่งชี้ธรรมชาติของผู้ปกครองได้อย่างน่าเย้ยหยัน ขณะเดียวกันก็ตระหนักในความเป็นไปได้ซึ่งอาจเกิดขึ้นแล้วโดยเราไม่รู้ตัว
กล่าวคือการปกครองที่จะทำให้ประชาชนสยบอยู่ใต้อำนาจจนสิ้นเชิง ไม่มีหนทางเป็นเป็นกบฏแม้ในความคิดหรือความรู้สึก
การหาวิธีใช้พลังงานมนุษย์ไปในทางที่สูญเปล่าและขัดกับการพัฒนาความคิดจิตใจของมนุษย์เป็นที่สุด
เช่น การสร้างภาวะสงครามเพื่อจะใช้แรงงานผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ แทนที่จะนำแรงงานนั้นไปสร้างสรรค์สิ่งอื่นเพื่อความสุขของมนุษย์
ซึ่งเป็นผลได้ทั้งในแง่จิตวิทยาสังคม และจิตวิทยาเศรษฐศาสตร์ นั่นคือเกิดความรู้สึกว่าตนมีศัตรูภายนอกร่วมกัน
ทำให้พลเมืองตกอยู่ในความหวาดกลัวและพร้อมที่จะทำตามผู้นำเพื่อความอยู่รอดจากภัยพิบัติ
ขณะเดียวกันการใช้แรงงานทุ่มเทไปในการผลิตปัจจัยเพื่อการทำลายล้าง
ย่อมทำให้ปัจจัยการครองชีพขาดแคลน ฉะนั้นพลเมืองจึงไม่อาจคำนึงถึงเรื่องอื่นใดนอกเหนือไปจากกิจกรรมหากินหาใช้เพื่อให้ชีวิตอยู่รอดไปวัน
ๆ ไม่ว่าจะต้องแก่งแย่ง หลอกลวง ตลบแตลงซึ่งกันและกันขนาดไหนก็ตาม
ที่น่าเยาะหยันไปกว่านั้น "หนังสือ" ระบุไว้ว่าวิวัฒนาการไปสู่ยุค
๑๙๘๔ ก็คือการคิดค้นทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งแทนที่จะถูกนำไปมาใช้เพื่อความก้าวหน้าของมนุษย์ดังเช่นยุคก่อน
ๆ กลับถูกนำมาใช้เพื่อเป็นปฏิปักษ์กับมนุษย์ โดยไปไกลยิ่งกว่าการใช้วิทยาศาสตร์ทำลายมนุษย์ในทางกายภาพ
เช่นกรณีของระเบิดปรมาณู หรือการคิดค้นอาวุธสงครามในรูปแบบดังเช่นที่เป็นอยู่ในโลกปัจจุบัน
หากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ของ ๑๙๘๔ ถูกนำมาใช้ในเงื่อนไขอันน่าสะพึงกลัวยิ่งกว่า
นั่นคือการที่ "ท้องไร่ท้องนาถูกไถด้วยแรงม้า ในขณะที่หนังสือทั้งหลายถูกเขียนด้วยเครื่องจักร"
ด้วยเหตุนี้ จึงต้องนับว่าจินตนาการของออร์เวลล์เฉียบแหลมคมคายยิ่งนัก
ไม่เพียงแต่สิ่งที่เขาเขียนถึงจะเป็นการขุดคุ้ยธรรมชาติของผู้ปกครองออกมาวางแผ่ต่อหน้าเราในทางทฤษฎีเท่านั้น
หากในทางปฏิบัติ หลายสิ่งที่ออร์เวลล์เขียนไว้ได้ปรากฏเป็นจริงมากขึ้นเรื่อย
ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลลวงของรัฐซึ่งพัฒนาไปหลายซับหลายซ้อนจนคาดไม่ถึง
ไม่มีใครแน่ใจได้เลยว่าอะไรจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ สิ่งที่ "พวกเขา"
บอกวินสตัน สมิธ เกี่ยวกับจูเลียชู้รักของเขานั้นเป็นความจริงหรือไม่
หล่อนทรยศต่อเขาหรือว่าหล่อนประสบชะตากรรมอย่างอื่น เมื่ออ่านนวนิยายเล่มนี้
ผู้อ่านจะสงสัยต่อทุกสิ่ง สงสัยว่ามันเป็นอย่างที่มันถูกทำให้ปรากฏ
หรืออย่างที่มันถูกบอกว่าเป็น หรือไม่ใช่เลย มันจะทำให้เราในฐานะผู้อ่าน
พยายามคิดไปหลาย ๆทาง ต่อเรื่อง ๆ หนึ่ง ซึ่งผู้แปลหวังว่าคงช่วยให้เราหลุดพ้นจากสภาพ
"ผู้รับที่เฉื่อยชา" ไปได้บ้างไม่มากก็น้อย
การแปลนวนิยายเรื่องนี้หาได้หมายความว่า ผู้แปลคล้อยตามสิ่งที่ออร์เวลล์เขียนโดยปราศจากเงื่อนไข
แม้จะเห็นด้วยในประเด็นสำคัญ ๆ อันเป็นแก่นความคิดของนวนิยายเรื่องนี้
ได้แก่การวิพากษ์วิจารณ์ความวิปริตของสังคมการเมือง ที่เป็นผลเนื่องมาจากการพยายามรักษาอำนาจชนิดถาวรของผู้ปกครอง
ซึ่งดูเหมือนจะเป็นต้นเหตุแห่งความชั่วร้ายทั้งปวงที่เกิดขึ้นภายในรัฐ
และการวิพากษ์วิจารณ์ธรรมชาติของมนุษย์ ทั้งผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่าอย่างโอไบรอัน
ซึ่งตกอยู่ในความเย้ายวนของอำนาจ ปวารณาตัวเป็นยอมเป็นเครื่องมือทำทุกอย่างให้แก่รัฐ
กระทั่งยอมตกเป็นเหยื่อแห่งการ "คิดสองชั้น" ด้วยตัวเอง โดยมิไยต้องกล่าวถึงการฉ้อฉลหลอกล่อ
วางกับดักคนอื่น ๆ ในขณะเดียวกับผู้เขียนก็เยาะหยันธรรมชาติของ "เหยื่อ"
อย่างวินสตัน ซึ่งแม้จะคิดกบฏต่อระบบที่ดำรงอยู่ มีความหวังถึงสังคมที่ดีกว่าและกล้าที่จะผูกพันตัวเองเข้ากับขบวนการเพื่อทำลายล้างสิ่งที่ตนเห็นว่าเลวร้าย
แต่ก็อ่อนแอและขาดความเข้มแข็งทางจริยธรรม ทำให้ตกอยู่ในทางสองแพร่งระหว่างจุดมุ่งหมายที่กำหนดและวิถีทางที่เลือกกระทำ
ออร์เวลล์แสดงให้เห็นว่าสังคมอันเลวร้ายสามารถที่จะหล่อหลอมให้คนเลือกเอาการทำความชั่วร้าย
เช่น การก่อวินาศกรรมที่อาจทำอันตรายเด็ก ๆ การฆาตกรรม การแพร่เชื้อกามโรคโดยจงใจ
การโกหกหลอกลวง-- เป็นมรรควิธีในการบรรลุถึงจุดมุ่งหมายที่ดีกว่า
ซึ่งในนวนิยายเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าในบั้นปลายแล้ว มันหลีกเลี่ยงความล้มเหลวไปไม่พ้น
ไม่ใช่ด้วยเหตุที่ว่ากรรมวิธีเหล่านี้ไร้ประสิทธิภาพ แต่เนื่องจากความขลาดกลัวของผู้เลือกใช้วิธีการเหล่านี้ต่างหาก
แต่ก็มีบางประเด็นที่ผู้แปลเห็นต่างออกไป
ความคิดเกี่ยวกับเรื่องของอำนาจ ซึ่งออร์เวลล์เสนอว่า ในสังคมเลวร้ายที่สุดนั้น
ผู้มีอำนาจพยายามรักษาอำนาจไว้เพื่อตัวอำนาจเองหาได้มีวัตถุประสงค์ยิ่งไปกว่านั้นไม่
นี่ใช่ว่าจะเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกันผู้อ่านก็อาจจะตั้งคำถามขึ้นได้ว่า
ผู้มีอำนาจในรัฐที่มิได้กระทำการเพื่อประโยชน์ส่วนรวมนั้น แยกตัวเองออกจากความมั่งคั่งหรือเกียรติยศได้อย่างไร
ผู้ที่ไขว่คว้าหาอำนาจไม่ได้กระทำไปเพื่อแสวงหาความมั่งคั่งและ/หรือเกียรติยศ
หรือไม่ก็พยายามรักษาความมั่งคั่งและ/หรือเกียรติยศไว้หรอกหรือ อำนาจเพื่ออำนาจเป็นเพียงเครื่องเล่นของคนบ้าหรือพวกจิตวิปลาศ
และเป็นไปไดัก็แต่ในสังคมที่บ้าคลั่งเท่านั้น เป็นไปได้ว่าผู้เขียนเพียงแต่แสดงภาพสุดโต่งของสิ่งที่สังคมจักต้องเป็นไป
ประหนึ่งดังคำเตือนให้สังวรณ์ไว้ว่า สิ่งนี้ได้เกิดขึ้นบ้างแล้วในขีดขั้นหนึ่งของสังคมปัจจุบัน
และหากขืนปล่อยให้การณ์เป็นไปเช่นนี้ มันก็จะพัฒนาไปจนเต็มรูปของมัน
นอกจากนั้น ดูเหมือนออร์เวลล์จะไม่มีคำตอบชนิดพร้อมสรรพไว้ให้ผู้อ่านสำหรับปัญหาที่อาจถามกันขึ้นได้ว่า
พลเมืองในสังคมที่ไร้เหตุผลอย่างสิ้นเชิงนี้มีทางเลือกอะไรบ้าง โดยเฉพาะในเรื่องของมรรคกับผล
ผู้มีอำนาจมีสิทธิแต่ฝ่ายเดียวหรือที่สามารถใช้กลยุทธทุกประการเพื่อคงสภาพดั้งเดิมของสังคมไว้
ในขณะที่ผู้ต้องการความเปลี่ยนแปลงไม่สามารถใช้กลยุทธอย่างเดียวกัน
หรือที่มี "ประสิทธิภาพ" มากกว่า แม้ในนัยยะที่อาจโหดเหี้ยม ไร้ศีลธรรม
หรือชั่วร้ายยิ่งกว่า--เพื่อที่จะตอบโต้ ในจุดนี้เราต้องแยกแยะระหว่างการกระทำที่มีประสิทธิภาพเพื่อมุ่งบรรลุผล
ซึ่งหากเป็นไปได้ มาตรการนั้น ๆ ย่อมถือว่าถูกต้องโดยอัตโนมัติ แต่เมื่อไม่สามารถนำไปสู่ผล
การกระทำอันเดียวกันนั้นกลับถูกถือว่าผิดพลาด กับกระทำที่ถือว่า"
ถูกต้อง" โดยที่ยังไม่ประจักษ์ว่าจะนำไปสู่จุดมุ่งหมายหรือไม่ ซึ่งบางครั้งอาจจะไม่มีวันเป็นไปเช่นนั้นก็ได้
และในประเด็นหลังนี้เองที่ยังคงเป็นปัญหาให้ถกเถียงกันไม่รู้จบว่า
สิ่งที่ถือว่าถูกต้องโดยมรรควิธีนั้นคืออะไร
ยอร์จ ออร์เวลล์ ดูจะยิ่งสงบสุ้มเสียงกับประเด็นหลังนี้ยิ่งกว่าเรื่องอื่นใด
หลังจากที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างถึงแก่นตลอดมาเขาเพียงแต่เปรยว่า "หากความหวังยังมี
มันอยู่ที่กรรมาชีพ" แต่กรรมาชีพในนวนิยายเรื่องนี้ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าฝูงชนที่ดิ้นรนต่อสู้เพื่อให้อยู่รอดไปวัน
ๆ เท่านั้น ไม่ได้ปรากฏร่องรอยอะไรให้เห็นแม้แต่น้อยว่าใครจะไปฝากความหวังอะไรไว้ได้
อาจเป็นไปได้ว่าสิ่งที่ผู้เขียนหวังไวัเป็นเพียงแสดงให้เห็นด้านกลับของความสิ้นหวังต่อชนชั้นที่ไม่ใช่กรรมาชีพเท่านั้น
อย่างเช่นคนอย่างวินสตันซึ่งเป็นข้าราชการในแผนกบันทึก อันเป็นตัวจักรกลน้อย
ๆ ของระบบรัฐการ หรือจูเลีย ซึ่งเป็นพนักงานในแผนกวรรณกรรมเริงรมย์
ผู้เป็นปฏิปักษ์และต่อต้านระบบด้วยการเสแสร้ง "ทำแต้ม" ตามครรลองทุกอย่าง
แต่ก็ล้มเหลวทั้งสองกรณีในที่สุด....ถ้าเช่นนั้นแล้ว ข่าวสารสุดท้ายที่ออร์เวลล์พยายามจะบอกคืออะไรเล่า
ความหวังที่เเท้จริงอยู่ที่ไหน อยู่ในมือใครกันแน่
เมื่อเริ่มลงมือแปลงานชิ้นนี้ในปี พ.ศ. ๒๕๒๐ นั้น มิตรสหายหลายคนแสดงอาการไม่สนับสนุนให้ผู้แปลเผยแพร่นวนิยายเรื่องนี้ออกเป็นภาษาไทย
ด้วยพวกเขามีความเห็นว่า ๑๙๘๔ เป็นนวนิยายที่แสดงความคิดเป็นปฏิปักษ์ต่อทั้งระบบการปกครองและ/หรือการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสังคมที่มีความเสมอภาค
แต่ผู้แปลก็ยังยืนยันที่จะทำงานชิ้นนี้ แม้ค่อนข้างจะเห็นด้วยว่าออร์เวลล์มองโลกในแง่ร้าย
แต่ข่าวสารส่วนใหญ่ที่ออร์เวลล์ส่งมาถึงเราก็จะมองได้ทั้งในแง่ทำให้ใจของผู้มีความหวังในโลกที่ดีกว่าถดถอยลง
และในแง่ที่เป็นการเตือนถึงความผิดพลาดอันอาจะเกิดขึ้นได้ ผู้แปลถือว่าตนไม่มีหน้าที่ผูกขาดการชี้ถูกชี้ผิดแก่ผู้อ่าน
แม้จะเห็นด้วยว่าการปล่อยให้สิ่งโฆษณาชวนเชื่อผิด ๆ เข้าครอบงำผู้รับสารนั้น
ๆ สามารถนำมาซึ่งอันตราย แต่เมื่อชั่งน้ำหนักงานเขียนของออร์เวลล์ชิ้นนี้แล้ว
ผู้แปลถือว่ามีคุณค่าต่อการพัฒนาความคิดและสติปัญญาในแง่ที่ผู้อ่านจะได้ไตร่ตรองประเด็นปัญหาที่ผู้เขียนท้าทายเอาไว้
อาทิเช่น "คนเราไม่สถาปนาระบอบเผด็จการขึ้นมาเพื่อพิทักษ์การปฏิวัติหรอก
เขาทำการปฏิวัติเพื่อสถาปนาระบอบเผด็จการต่างหาก" ฯ ล ฯ
ในฐานะผู้ทำหน้าที่สื่อกลางระหว่างผู้เขียนกับผู้อ่าน ผู้แปลไม่ได้หวังว่าผู้อ่านจะเชื่อทุกสิ่งที่ยอร์จ
ออร์เวลล์เสนอ หากปรารถนาจะเห็นการคิดที่แตกแขนงออกไปได้หลายทาง
เพื่อว่าบทสนทนาซึ่งเกิดในยุคสมัยของเราจะไม่ถูกผูกขาดโดยความคิดใดความคิดหนึ่งได้อย่างง่าย
ๆ โดยปราศจากการถกเถียงอย่างถี่ถ้วนลึกซึ้งและเอาจริงเอาจัง
รัศมี
เผ่าเหลืองทอง
อำนวยชัย ปฏิพัทธ์เผ่าพงศ์
นิวเฮเวน
มกราคม ๒๕๒๕
Post-The
Third Wave
Thailand:The turning point back to '1984'
Torrent
file for 1984 at the Piratebay.org 1
Torrent
file for 1984 at the Piratebay.org 2
Torrent
file for 1984 at the Piratebay.org 3