(เฉพาะคำนำ)




1984


George Orwell

published in 1949


รัศมี เผ่าเหลืองทอง
อำนวยชัย ปฏิพัทธเผ่าพงษ์

แปล
พิมพ์ครั้งแรก กันยายน ๒๕๒๕ สำนักพิมพ์กอไผ่



ไฟล์เสียง: "อ่าน 1984 : รับฟังการอ่านวรรณกรรมเรื่อง หนึ่ง-เก้า-แปด สี่"

อ่านฉบับภาษาอังกฤษ

คำนำของผู้แปล


             ผู้แปลเริ่มทำงานชิ้นนี้เมื่อห้าปีที่แล้ว คือตั้งแต่กลางปี พ.ศ.๒๕๒๐ ในสมัยของรัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียร ซึ่งปกครองประเทศโดยใช้จอโทรทัศน์ปลุกใจให้คำขวัญเพื่อความอยู่รอดของชาติ ยุคซึ่งบรรยากาศแห่งความหวาดระแวง การใส่ร้ายป้ายสี จับผิด ความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกันปรากฏครอบคลุมอยู่ทั่วไป ดังเช่นที่เกิดใน "โอชันเนีย" ยุค ค.ศ.๑๙๘๔ นัยยะของโลกการเมืองที่ ยอร์จ ออร์เวลล์ จินตนาการขึ้นเมื่อปี ๑๙๘๔ จึงสอดคล้องใกล้เคียงกับโลกการเมืองของไทยในสมัย พ.ศ.๒๕๒๐ เป็นอย่างยิ่ง นี่คือแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้คิดแปลงานชิ้นนี้ออกเป็นภาษาไทย นอกเหนือจากเหตุผลในแง่คุณค่าที่นวนิยายมีอยู่ในตัวของมันเอง

             โดยเหตุที่ตั้งใจจะให้ ๑๙๘๔ ภาคภาษาไทยมีความผิดพลาดคลาดเคลื่อนน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ประกอบกับงานด้านอื่นรุกเร้าเข้ามา งานแปลชิ้นนี้จึงถูกเก็บไว้เพื่อนำออกมาตรวจแก้ใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งสำเร็จลงในอีกสี่ปีต่อมา หากมองสภาพการเมืองไทยซึ่งเคยสอดคล้องใกล้เคียงกับสิ่งที่นวนิยายพูดถึงเมื่อห้าปีที่แล้ว เราจะพบว่าความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมายหลายด้าน ทั้งในระดับนโยบายหรือโฉมหน้าของรัฐ ระดับกลุ่มการเมืองต่าง ๆ ไปจนถึงความรู้สึกนึกคิดทางการเมืองของผู้คนแต่ละประเภท แต่ปรากฏว่า ถึงอย่างไร ๑๙๘๔ ก็ยังสอดคล้องกับเหตุการณ์ร่วมสมัยในความเห็นของผู้แปลเข้าจนได้ ไม่ว่าจะเป็นการเขียนประวัติศาสตร์ขึ้นใหม่เพื่อรับใช้การเมืองปัจจุบัน โดยไม่ต้องคำนึงถึงสิ่งที่เรียกว่าความจริง หรือการกระทำอื่น ๆ ในทำนองเดียวกัน ซึ่งดูเหมือนจะดำรงอยู่ในโลกการเมืองของหลาย ๆ ค่าย นี่อาจทำให้พูดได้ว่า เป็นความสามารถของผู้เขียนที่มีสายตามองเห็นแง่มุมครอบคลุมธรรมชาติของสังคมการเมืองในแบบต่าง ๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นระบบปกครองที่อยู่ภายใต้เสื้อคลุมอันมีชื่อสวยหรูขนาดไหนก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน "หนังสือ" ของโกลด์สไตน์ ผู้ได้ชื่อว่าเป็นหัวหน้าฝ่ายบ่อนทำลายความมั่นคงของรัฐโอชันเนีย ผู้เขียนบ่งชี้ธรรมชาติของผู้ปกครองได้อย่างน่าเย้ยหยัน ขณะเดียวกันก็ตระหนักในความเป็นไปได้ซึ่งอาจเกิดขึ้นแล้วโดยเราไม่รู้ตัว กล่าวคือการปกครองที่จะทำให้ประชาชนสยบอยู่ใต้อำนาจจนสิ้นเชิง ไม่มีหนทางเป็นเป็นกบฏแม้ในความคิดหรือความรู้สึก การหาวิธีใช้พลังงานมนุษย์ไปในทางที่สูญเปล่าและขัดกับการพัฒนาความคิดจิตใจของมนุษย์เป็นที่สุด เช่น การสร้างภาวะสงครามเพื่อจะใช้แรงงานผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ แทนที่จะนำแรงงานนั้นไปสร้างสรรค์สิ่งอื่นเพื่อความสุขของมนุษย์ ซึ่งเป็นผลได้ทั้งในแง่จิตวิทยาสังคม และจิตวิทยาเศรษฐศาสตร์ นั่นคือเกิดความรู้สึกว่าตนมีศัตรูภายนอกร่วมกัน ทำให้พลเมืองตกอยู่ในความหวาดกลัวและพร้อมที่จะทำตามผู้นำเพื่อความอยู่รอดจากภัยพิบัติ ขณะเดียวกันการใช้แรงงานทุ่มเทไปในการผลิตปัจจัยเพื่อการทำลายล้าง ย่อมทำให้ปัจจัยการครองชีพขาดแคลน ฉะนั้นพลเมืองจึงไม่อาจคำนึงถึงเรื่องอื่นใดนอกเหนือไปจากกิจกรรมหากินหาใช้เพื่อให้ชีวิตอยู่รอดไปวัน ๆ ไม่ว่าจะต้องแก่งแย่ง หลอกลวง ตลบแตลงซึ่งกันและกันขนาดไหนก็ตาม

             ที่น่าเยาะหยันไปกว่านั้น "หนังสือ" ระบุไว้ว่าวิวัฒนาการไปสู่ยุค ๑๙๘๔ ก็คือการคิดค้นทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งแทนที่จะถูกนำไปมาใช้เพื่อความก้าวหน้าของมนุษย์ดังเช่นยุคก่อน ๆ กลับถูกนำมาใช้เพื่อเป็นปฏิปักษ์กับมนุษย์ โดยไปไกลยิ่งกว่าการใช้วิทยาศาสตร์ทำลายมนุษย์ในทางกายภาพ เช่นกรณีของระเบิดปรมาณู หรือการคิดค้นอาวุธสงครามในรูปแบบดังเช่นที่เป็นอยู่ในโลกปัจจุบัน หากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ของ ๑๙๘๔ ถูกนำมาใช้ในเงื่อนไขอันน่าสะพึงกลัวยิ่งกว่า นั่นคือการที่ "ท้องไร่ท้องนาถูกไถด้วยแรงม้า ในขณะที่หนังสือทั้งหลายถูกเขียนด้วยเครื่องจักร"

             ด้วยเหตุนี้ จึงต้องนับว่าจินตนาการของออร์เวลล์เฉียบแหลมคมคายยิ่งนัก ไม่เพียงแต่สิ่งที่เขาเขียนถึงจะเป็นการขุดคุ้ยธรรมชาติของผู้ปกครองออกมาวางแผ่ต่อหน้าเราในทางทฤษฎีเท่านั้น หากในทางปฏิบัติ หลายสิ่งที่ออร์เวลล์เขียนไว้ได้ปรากฏเป็นจริงมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลลวงของรัฐซึ่งพัฒนาไปหลายซับหลายซ้อนจนคาดไม่ถึง ไม่มีใครแน่ใจได้เลยว่าอะไรจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ สิ่งที่ "พวกเขา" บอกวินสตัน สมิธ เกี่ยวกับจูเลียชู้รักของเขานั้นเป็นความจริงหรือไม่ หล่อนทรยศต่อเขาหรือว่าหล่อนประสบชะตากรรมอย่างอื่น เมื่ออ่านนวนิยายเล่มนี้ ผู้อ่านจะสงสัยต่อทุกสิ่ง สงสัยว่ามันเป็นอย่างที่มันถูกทำให้ปรากฏ หรืออย่างที่มันถูกบอกว่าเป็น หรือไม่ใช่เลย มันจะทำให้เราในฐานะผู้อ่าน พยายามคิดไปหลาย ๆทาง ต่อเรื่อง ๆ หนึ่ง ซึ่งผู้แปลหวังว่าคงช่วยให้เราหลุดพ้นจากสภาพ "ผู้รับที่เฉื่อยชา" ไปได้บ้างไม่มากก็น้อย

            การแปลนวนิยายเรื่องนี้หาได้หมายความว่า ผู้แปลคล้อยตามสิ่งที่ออร์เวลล์เขียนโดยปราศจากเงื่อนไข แม้จะเห็นด้วยในประเด็นสำคัญ ๆ อันเป็นแก่นความคิดของนวนิยายเรื่องนี้ ได้แก่การวิพากษ์วิจารณ์ความวิปริตของสังคมการเมือง ที่เป็นผลเนื่องมาจากการพยายามรักษาอำนาจชนิดถาวรของผู้ปกครอง ซึ่งดูเหมือนจะเป็นต้นเหตุแห่งความชั่วร้ายทั้งปวงที่เกิดขึ้นภายในรัฐ และการวิพากษ์วิจารณ์ธรรมชาติของมนุษย์ ทั้งผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่าอย่างโอไบรอัน ซึ่งตกอยู่ในความเย้ายวนของอำนาจ ปวารณาตัวเป็นยอมเป็นเครื่องมือทำทุกอย่างให้แก่รัฐ กระทั่งยอมตกเป็นเหยื่อแห่งการ "คิดสองชั้น" ด้วยตัวเอง โดยมิไยต้องกล่าวถึงการฉ้อฉลหลอกล่อ วางกับดักคนอื่น ๆ ในขณะเดียวกับผู้เขียนก็เยาะหยันธรรมชาติของ "เหยื่อ" อย่างวินสตัน ซึ่งแม้จะคิดกบฏต่อระบบที่ดำรงอยู่ มีความหวังถึงสังคมที่ดีกว่าและกล้าที่จะผูกพันตัวเองเข้ากับขบวนการเพื่อทำลายล้างสิ่งที่ตนเห็นว่าเลวร้าย แต่ก็อ่อนแอและขาดความเข้มแข็งทางจริยธรรม ทำให้ตกอยู่ในทางสองแพร่งระหว่างจุดมุ่งหมายที่กำหนดและวิถีทางที่เลือกกระทำ ออร์เวลล์แสดงให้เห็นว่าสังคมอันเลวร้ายสามารถที่จะหล่อหลอมให้คนเลือกเอาการทำความชั่วร้าย เช่น การก่อวินาศกรรมที่อาจทำอันตรายเด็ก ๆ การฆาตกรรม การแพร่เชื้อกามโรคโดยจงใจ การโกหกหลอกลวง-- เป็นมรรควิธีในการบรรลุถึงจุดมุ่งหมายที่ดีกว่า ซึ่งในนวนิยายเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าในบั้นปลายแล้ว มันหลีกเลี่ยงความล้มเหลวไปไม่พ้น ไม่ใช่ด้วยเหตุที่ว่ากรรมวิธีเหล่านี้ไร้ประสิทธิภาพ แต่เนื่องจากความขลาดกลัวของผู้เลือกใช้วิธีการเหล่านี้ต่างหาก

          แต่ก็มีบางประเด็นที่ผู้แปลเห็นต่างออกไป ความคิดเกี่ยวกับเรื่องของอำนาจ ซึ่งออร์เวลล์เสนอว่า ในสังคมเลวร้ายที่สุดนั้น ผู้มีอำนาจพยายามรักษาอำนาจไว้เพื่อตัวอำนาจเองหาได้มีวัตถุประสงค์ยิ่งไปกว่านั้นไม่ นี่ใช่ว่าจะเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกันผู้อ่านก็อาจจะตั้งคำถามขึ้นได้ว่า ผู้มีอำนาจในรัฐที่มิได้กระทำการเพื่อประโยชน์ส่วนรวมนั้น แยกตัวเองออกจากความมั่งคั่งหรือเกียรติยศได้อย่างไร ผู้ที่ไขว่คว้าหาอำนาจไม่ได้กระทำไปเพื่อแสวงหาความมั่งคั่งและ/หรือเกียรติยศ หรือไม่ก็พยายามรักษาความมั่งคั่งและ/หรือเกียรติยศไว้หรอกหรือ อำนาจเพื่ออำนาจเป็นเพียงเครื่องเล่นของคนบ้าหรือพวกจิตวิปลาศ และเป็นไปไดัก็แต่ในสังคมที่บ้าคลั่งเท่านั้น เป็นไปได้ว่าผู้เขียนเพียงแต่แสดงภาพสุดโต่งของสิ่งที่สังคมจักต้องเป็นไป ประหนึ่งดังคำเตือนให้สังวรณ์ไว้ว่า สิ่งนี้ได้เกิดขึ้นบ้างแล้วในขีดขั้นหนึ่งของสังคมปัจจุบัน และหากขืนปล่อยให้การณ์เป็นไปเช่นนี้ มันก็จะพัฒนาไปจนเต็มรูปของมัน

             นอกจากนั้น ดูเหมือนออร์เวลล์จะไม่มีคำตอบชนิดพร้อมสรรพไว้ให้ผู้อ่านสำหรับปัญหาที่อาจถามกันขึ้นได้ว่า พลเมืองในสังคมที่ไร้เหตุผลอย่างสิ้นเชิงนี้มีทางเลือกอะไรบ้าง โดยเฉพาะในเรื่องของมรรคกับผล ผู้มีอำนาจมีสิทธิแต่ฝ่ายเดียวหรือที่สามารถใช้กลยุทธทุกประการเพื่อคงสภาพดั้งเดิมของสังคมไว้ ในขณะที่ผู้ต้องการความเปลี่ยนแปลงไม่สามารถใช้กลยุทธอย่างเดียวกัน หรือที่มี "ประสิทธิภาพ" มากกว่า แม้ในนัยยะที่อาจโหดเหี้ยม ไร้ศีลธรรม หรือชั่วร้ายยิ่งกว่า--เพื่อที่จะตอบโต้ ในจุดนี้เราต้องแยกแยะระหว่างการกระทำที่มีประสิทธิภาพเพื่อมุ่งบรรลุผล ซึ่งหากเป็นไปได้ มาตรการนั้น ๆ ย่อมถือว่าถูกต้องโดยอัตโนมัติ แต่เมื่อไม่สามารถนำไปสู่ผล การกระทำอันเดียวกันนั้นกลับถูกถือว่าผิดพลาด กับกระทำที่ถือว่า" ถูกต้อง" โดยที่ยังไม่ประจักษ์ว่าจะนำไปสู่จุดมุ่งหมายหรือไม่ ซึ่งบางครั้งอาจจะไม่มีวันเป็นไปเช่นนั้นก็ได้ และในประเด็นหลังนี้เองที่ยังคงเป็นปัญหาให้ถกเถียงกันไม่รู้จบว่า สิ่งที่ถือว่าถูกต้องโดยมรรควิธีนั้นคืออะไร

            ยอร์จ ออร์เวลล์ ดูจะยิ่งสงบสุ้มเสียงกับประเด็นหลังนี้ยิ่งกว่าเรื่องอื่นใด หลังจากที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างถึงแก่นตลอดมาเขาเพียงแต่เปรยว่า "หากความหวังยังมี มันอยู่ที่กรรมาชีพ" แต่กรรมาชีพในนวนิยายเรื่องนี้ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าฝูงชนที่ดิ้นรนต่อสู้เพื่อให้อยู่รอดไปวัน ๆ เท่านั้น ไม่ได้ปรากฏร่องรอยอะไรให้เห็นแม้แต่น้อยว่าใครจะไปฝากความหวังอะไรไว้ได้ อาจเป็นไปได้ว่าสิ่งที่ผู้เขียนหวังไวัเป็นเพียงแสดงให้เห็นด้านกลับของความสิ้นหวังต่อชนชั้นที่ไม่ใช่กรรมาชีพเท่านั้น อย่างเช่นคนอย่างวินสตันซึ่งเป็นข้าราชการในแผนกบันทึก อันเป็นตัวจักรกลน้อย ๆ ของระบบรัฐการ หรือจูเลีย ซึ่งเป็นพนักงานในแผนกวรรณกรรมเริงรมย์ ผู้เป็นปฏิปักษ์และต่อต้านระบบด้วยการเสแสร้ง "ทำแต้ม" ตามครรลองทุกอย่าง แต่ก็ล้มเหลวทั้งสองกรณีในที่สุด....ถ้าเช่นนั้นแล้ว ข่าวสารสุดท้ายที่ออร์เวลล์พยายามจะบอกคืออะไรเล่า ความหวังที่เเท้จริงอยู่ที่ไหน อยู่ในมือใครกันแน่

            เมื่อเริ่มลงมือแปลงานชิ้นนี้ในปี พ.ศ. ๒๕๒๐ นั้น มิตรสหายหลายคนแสดงอาการไม่สนับสนุนให้ผู้แปลเผยแพร่นวนิยายเรื่องนี้ออกเป็นภาษาไทย ด้วยพวกเขามีความเห็นว่า ๑๙๘๔ เป็นนวนิยายที่แสดงความคิดเป็นปฏิปักษ์ต่อทั้งระบบการปกครองและ/หรือการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสังคมที่มีความเสมอภาค แต่ผู้แปลก็ยังยืนยันที่จะทำงานชิ้นนี้ แม้ค่อนข้างจะเห็นด้วยว่าออร์เวลล์มองโลกในแง่ร้าย แต่ข่าวสารส่วนใหญ่ที่ออร์เวลล์ส่งมาถึงเราก็จะมองได้ทั้งในแง่ทำให้ใจของผู้มีความหวังในโลกที่ดีกว่าถดถอยลง และในแง่ที่เป็นการเตือนถึงความผิดพลาดอันอาจะเกิดขึ้นได้ ผู้แปลถือว่าตนไม่มีหน้าที่ผูกขาดการชี้ถูกชี้ผิดแก่ผู้อ่าน แม้จะเห็นด้วยว่าการปล่อยให้สิ่งโฆษณาชวนเชื่อผิด ๆ เข้าครอบงำผู้รับสารนั้น ๆ สามารถนำมาซึ่งอันตราย แต่เมื่อชั่งน้ำหนักงานเขียนของออร์เวลล์ชิ้นนี้แล้ว ผู้แปลถือว่ามีคุณค่าต่อการพัฒนาความคิดและสติปัญญาในแง่ที่ผู้อ่านจะได้ไตร่ตรองประเด็นปัญหาที่ผู้เขียนท้าทายเอาไว้ อาทิเช่น "คนเราไม่สถาปนาระบอบเผด็จการขึ้นมาเพื่อพิทักษ์การปฏิวัติหรอก เขาทำการปฏิวัติเพื่อสถาปนาระบอบเผด็จการต่างหาก" ฯ ล ฯ

             ในฐานะผู้ทำหน้าที่สื่อกลางระหว่างผู้เขียนกับผู้อ่าน ผู้แปลไม่ได้หวังว่าผู้อ่านจะเชื่อทุกสิ่งที่ยอร์จ ออร์เวลล์เสนอ หากปรารถนาจะเห็นการคิดที่แตกแขนงออกไปได้หลายทาง เพื่อว่าบทสนทนาซึ่งเกิดในยุคสมัยของเราจะไม่ถูกผูกขาดโดยความคิดใดความคิดหนึ่งได้อย่างง่าย ๆ โดยปราศจากการถกเถียงอย่างถี่ถ้วนลึกซึ้งและเอาจริงเอาจัง

รัศมี เผ่าเหลืองทอง
อำนวยชัย ปฏิพัทธ์เผ่าพงศ์

นิวเฮเวน
มกราคม ๒๕๒๕

             

Post-The Third Wave
Thailand:The turning point back to '1984'




Torrent file for 1984 at the Piratebay.org 1
Torrent file for 1984 at the Piratebay.org 2
Torrent file for 1984 at the Piratebay.org 3


HOME