๑.๒
โลกนี้ไม่มีอะไรเป็นแก่นสาร
มีคนถามผมว่าเหตุไฉนผมจึงเลือกทำเกษตรกรรมวิธีนี้เมื่อหลายปีก่อน
จวบจนบัดนี้ผมยังไม่เคยพูดคุยกับใครถึงเรื่องราวเหล่านี้มาก่อน อาจจะกล่าวได้ว่า
ไม่มีทางที่จะพูดถึงเรื่องราวเช่นนี้ได้ มันเป็นเรื่องสามัญธรรมดา คุณจะพูดอย่างไรล่ะ
เป็นอาการช็อก ความกระจ่างที่แวบขึ้นมาฉับพลัน ประสบการณ์เล็ก ๆ เรื่องหนึ่งที่เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด
ความประจักษ์แจ้งนั้นได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของผมอย่างสิ้นเชิง มันไม่ใช่สิ่งที่คุณจะสามารถสื่อมันออกมาได้อย่างแท้จริงหรอก
แต่ถ้าจะพูดก็อาจจะพูดได้ในทำนองที่ว่า "มนุษย์ไม่รู้อะไรเลย ไม่มีคุณค่าอันเป็นเนื้อแท้ของสิ่งใด
ๆ การกระทำทุกชนิดล้วนหาคุณค่าไม่ได้ เป็นความพยายามที่ไร้ความหมาย"
นี้อาจจะดูเป็นเรื่องวิตถาร ผิดวิสัย แต่หากว่าคุณจะสื่อมันเป็นคำพูด
มันก็เป็นทางเดียวที่จะอธิบายออกมาได้
"ความคิด" นี้พัฒนาขึ้นอย่างฉับพลันในหัวสมองของผม เมื่อครั้งที่ผมยังหนุ่มมาก
ผมไม่รู้ว่าความกระจ่างแจ้งภายในนี้ ที่ว่าความเข้าใจและความพยายามทั้งหมดของมนุษย์เป็นสิ่งไร้ประโยชน์
และไร้ความหมายนี้จะถูกต้องหรือไม่ แต่ถ้าผมตรวจสอบความคิดเหล่านี้ และพยายามที่จะกำจัดมัน
ผมไม่อาจจะหาข้อที่จะมาคัดค้านความคิดนี้ได้ มันกลับเป็นความเชื่อที่ลุกโชติช่วงในตัวผม
ความเชื่อโดยทั่วไปมักจะเป็นไปในทำนองว่า ไม่มีสิ่งใดที่จะวิเศษยิ่งกว่าเชาว์ปัญญาของมนุษย์
(human intelligence) มนุษย์เป็นนฤมิตกรรมของคุณค่าอันพิเศษ ทั้งความสำเร็จและประดิษฐกรรมของมนุษย์
ซึ่งสะท้อนอยู่ในวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ก็เป็นสิ่งที่มหัศจรรย์ นี้เป็นความเชื่อโดยสามัญทั่วไป
และเนื่องจากสิ่งที่ผมคิดนั้นเป็นการปฏิเสธความเชื่อดังกล่าว ผมจึงไม่สามารถจะสื่อสารทัศนะของผมกับใครได้
ในที่สุดผมตัดสินใจที่จะทำให้ความคิดของผมปรากฏเป็นรูปธรรม ด้วยการนำมาปฏิบัติ
และเพื่อจะได้ตัดสินว่าความเข้าใจของผมนั้นถูกหรือผิดกันแน่ การใช้ชีวิตในการทำเกษตรกรรม
ปลูกข้าวและธัญพืชฤดูหนาว นี้คือแนวทางที่ผมเลือก
แล้วประสบการณที่เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผมล่ะ คืออะไรกัน?
เมื่อ ๔๐ ปีก่อน ตอนผมอายุ ๒๕ ปี ผมทำงานอยู่ในกรมศุลกากรแห่งเมืองโยโกฮาม่า
ในแผนกวิจัยพืช งานหลักของผมคือการตรวจสอบหาแหล่งที่เป็นพาหะของโรคพืชจากพันธุไม้ต่าง
ๆ ที่จะนำเข้าและส่งออก ผมโชคดีที่มีเวลาว่างมาก ในช่วงนั้นจึงมักจะหมกตัวอยู่ในห้องวิจัยทดลอง
ทำการทดลองเกี่ยวกับพยาธิสภาพของพืช ซึ่งเป็นสิ่งทีผมมีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ
สถานีวิจัยนี้ตั้งอยู่ใกล้กับสวนสาธารณะยามาเตะ และถ้ามองจากหน้าผาลงไปก็จะแลเห็นท่าเรือโยโกฮาม่า
ตรงข้ามกับตัวอาคารเป็นโบสถ์คาธอลิค และทางด้านตะวันออกเป็นที่ตั้งของโรงเรียนสตรี
สถานที่แห่งนี้มีความสงบเงียบมาก เป็นสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมอย่างยิ่งในการทำวิจัย
นักวิจัยด้านพยาธิวิทยา (pathology) ในสถานีวิจัยแห่งนี้คือคุณเออิชิ
คุโรซาว่า ผมศึกษาพยาธิวิทยาเกี่ยวกับพืชจากคุณมาโคโตะ โอเคร่า ซึ่งเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่วิทยาลัยเกษตรกรรมแห่งกิฟุ
และรับการอบรมจากคุณซูฮิโกะ อิกาตะที่สถานีวิจัยทางเกษตรกรรมแห่งจังหวัดโอคายาม่า
ผมโชคดีมากที่เป็นลูกศิษย์ของศาสตราจารย์คุโรซาว่า แม้ว่าท่านจะไม่เป็นที่รู้จักกันกว้างขวางนักในวงวิชาการ
แต่ท่านก็เป็นผู้ที่แยกเชิ้อราที่ก่อให้เกิดโรคบาคานาเอะ* ในต้นข้าวเจ้า
และเลี้ยงด้วยวิธีการเพาะเชื้อ ท่านเป็นบุคคลแรกที่สกัดฮอร์โมนเพิ่มการเจริญเติบโตในพืชชื่อจิบเบเรลลิน
(gibberellin)** จากการเพาะเลี้ยงเชื้อราชนิดนี้ เมื่อข้าวกล้าดูดซึมฮอร์โมนนี้เข้าไปเพียงจำนวนเล็กน้อย
จะมีผลประหลาดคือทำให้ต้นข้าวเจริญเติบโตสูงผิดปกติ แต่เมื่อให้ฮอร์โมนในปริมาณที่มากกว่าปกติ
มันกลับให้ผลในทางตรงกันข้าม คือทำให้ข้าวเจริญเติบโตช้าลง ในญี่ปุ่นไม่มีใครสนใจการค้นพบนี้
แต่ในต่างประเทศเรื่องนี้กลับเป็นประเด็นที่คนให้ความสนใจในการทดลองวิจัยอย่างมาก
และหลังจากนั้นไม่นานชาวอเมริกันก็ใช้ประโยชน์จากจิบเบเรลลินในการพัฒนาองุ่นที่ไม่มีเมล็ด
ผมนับถือคุณคุโรซาว่าเหมือนกับพ่อแท้ ๆ ของผม และอาศัยการแนะนำของท่าน
ผมได้ประดิษฐ์กล้องจุลทรรศน์แบบแยกส่วน และทุ่มเทเวลาให้กับการวิจัยหาสาเหตุของโรคเน่าในลำต้น
กิ่งก้าน และผลของส้มในอเมริกาและในญี่ปุ่น
ผมเฝ้าสังเกตการเจริญเติบโตของเชื้อราผ่านกล้องจุลทรรศน์ และเห็นว่าการนำเอาชนิดพันธุ์ของเชื้อราที่ต่างกันมาผสมพันธุ์กัน
จะทำให้เกิดพันธุ์ใหม่ ๆ ที่ก่อให้เกิดโรคแตกต่างกัน ผมเพลิดเพลินอยู่กับงานของผม
งานของผมนี้ต้องการความจดจ่อที่ต่อเนื่องมาก ทำให้มีบางครั้งที่ผมลืมตัวไปเลยในขณะทำงานอยู่ในห้องทดลอง
ในขณะเดียวกันนั้นก็เป็นช่วงเวลาแห่งวัยหนุ่มที่มีจิตใจคึกคะนอง ผมไม่ได้ใช้เวลาทั้งหมดอยู่แต่ในห้องทดลอง
คงไม่มีที่ใดที่น่าเดินเล่นหาความเพลิดเพลินยิ่งไปกว่าบริเวณท่าเรือของเมืองโยโกฮาม่า
และในช่วงเวลานั้นเองเหตุการณ์ฉากหนึ่งก็ได้เกิดขึ้น ขณะที่ผมกำลังเดินทอดน่องไปตามบริเวณท่าจอดเรือ
พร้อมด้วยกล้องถ่ายรูปในมือ
ฉับพลันนั้นผมก็เหลือบไปพบหญิงสาวที่งดงามผู้หนึ่ง ผมคิดว่าเธอจะทำให้องค์ประกอบของภาพถ่ายนั้นวิเศษมาก
จึงเข้าไปขอถ่ายรูปเธอ ผมพาเธอขึ้นไปบนดาดฟ้าเรือที่จอดทอดสมออยู่บริเวณนั้น
จัดท่าให้เธอหันไปทางโน้นที ทางนี้ที และถ่ายรูปเธอไว้มากมายหลายท่า
เธอขอให้ผมส่งรูปไปในเธอด้วย เมื่อผมถามว่าจะให้ส่งไปที่ไหน เธอเพียงแต่บอกว่า
"ที่โอฟุนา" และก็จากไปโดยไม่ได้บอกชื่อของเธอ
หลังจากที่ผมล้างอัดรูปเสร็จ ผมก็นำรูปของเธอมาให้เพื่อนดูและถามเพื่อนว่ารู้จักเธอหรือไม่
เพื่อนดูรูปแล้วก็บอกว่า "เธอคือ ไมเอโกะ ทาคามิเนะ ดาราภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง"
ผมรีบส่งรูป ๑๐ ใบไปให้เธอที่เมืองโอฟุนา หลังจากนั้นไม่นานรูปที่ผมส่งไปถูกส่งกลับมาทางไปรษณีย์ที่จ่าหน้าซองด้วยลายมือเขียน
แต่มีอยู่รูปหนึ่งหายไป เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ในเวลาต่อมา ผมก็พบว่ารูปที่หายไปเป็นรูปที่ถ่ายระยะใกล้จนสามารถแลเห็นริ้วรอยย่นบางแห่งบนใบหน้าของเธอ
อย่างไรก็ตามผมก็รู้สึกดีใจที่ได้แลเห็นแวบหนึ่งในความงามของสตรี
ผมมักจะไปที่โรงเต้นรำบริเวณนันคินไกอยู่เสมอ แม้ว่าจะรู้สึกเคอะเขินอยู่บ้าง
ครั้งหนึ่งผมพบกับนักร้องชื่อดังคนหนึ่งคือ คุณโนริโกะ อาวาย่า ผมเคยไปขอเต้นรำกับเธอ
ผมไม่มีวันลืมความรู้สึกจากการเต้นรำครั้งนั้นได้เลย เพราะว่าร่างของผมถูกโอบอยู่ด้วยร่างกายอันมหึมาของเธอ
ที่แม้แต่แขนของผมก็ไม่สามารถโอบได้รอบเอวของเธอด้วยซ้ำ
จะอย่างไรก็ตาม ผมก็เป็นคนหนุ่มที่ยุ่งเหยิงไปด้วยธุระการงาน แต่ก็โชคดีมากในเวลาเดียวกัน
ผมใช้เวลาวัน ๆ อยู่กับความน่าตื่นตาตื่นใจในโลกของธรรมชาติที่มองเห็นผ่านเลนส์กล้องจุลทรรศน
ถูกสะกดด้วยความรู้สึกว่าไฉนโลกอันกระจิริดจึงช่างละม้ายเหมือนโลกแห่งจักรวาลอันไร้ขอบเขต
ในยามเย็นไม่ว่าจะตกอยู่ในห้วงรักหรือไม่ก็ตาม ผมมักจะออกเที่ยวหาความเพลิดเพลินให้กับตัวเองเสมอ
ผมคิดว่าชีวิตที่ไร้เป้าหมายเช่นนี้ บวกกับความอ่อนล้าจากการตรากตรำกับงานมากเกินไป
ทำให้ผมเป็นลมล้มฟุบลงไปในห้องทดลอง จากการวินิจฉัยพบว่าผมเป็นโรคปอดอักเสบเฉียบพลัน
ผมถูกจัดให้นอนพักรักษาตัวอยู่ในห้องพิเศษบนชั้นสูงสุดในโรงพยาบาลตำรวจ
ขณะนั้นเป็นฤดูหนาว ลมได้พัดหอบเอาละอองหิมะเข้ามาในห้องผ่านทางช่องหน้าต่างที่กระจกแตก
ร่างกายภายใต้ผ้าห่มนั้นอบอุ่น แต่ใบหน้าของผมเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง
นางพยาบาลเข้ามาวัดอุณหภูมิชั่วครู่แล้วก็กลับออกไป
เนื่องจากเป็นห้องพิเศษ จึงไม่ค่อยมีใครโผล่เข้ามาดู ผมรู้สึกว่าถูกทอดทิ้งให้อยู่ในความหนาวเย็นอันขมขื่น
และในทันใดก็หลุดเข้าไปยังโลกแห่งความอ้างว้างโดดเดี่ยว ผมพบว่าตัวเองต้องเผชิญหน้ากับความกลัวตาย
เมื่อผมมาหวนคิดถึงมันในขณะนี้ ผมพบว่ามันเป็นความกลัวที่ไร้ประโยชน์จริง
ๆ แต่ในขณะนั้นมันเป็นเรื่องจริงจังสำหรับผมมาก
ในที่สุดผมก็ออกจากโรงพยาบาล แต่ผมไม่อาจดึงตัวเองออกจากความรู้สึกหดหู่ใจได้เลย
ที่ผ่านมาความมั่นใจของผมเกิดจากอะไรกันหนอ ผมไม่เคยแยแสใส่ใจ มีแต่ความพึงพอใจ
แต่อะไรคือธรรมชาติของความพึงพอใจนั้นล่ะ ผมปวดร้าวทรมานอยู่กับความสงสัยเกี่ยวกับธรรมชาติของชีวิตและความตาย
ผมไม่สามารถข่มตาหลับได้เลย ทั้งไม่มีกระจิตกระใจจะทำงานด้วย ในยามค่ำคืน
ผมจะเดินเตร็ดเตร่ไปตามเชิงผาและริมอ่าว ความวิตกกังวลยังคงเกาะกุมจิตใจของผมอยู่ไม่เสื่อมคลาย
คืนหนึ่งขณะที่เดินเตร็ดเตร่อย่างไร้จุดหมาย ผมก็ทรุดกายลงด้วยความเหนื่อยอ่อนบนเนินเขาเหนืออ่าว
ในที่สุดก็เอนหลังพิงกับไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ผมนอนอยู่ที่นั่นในลักษณะครึ่งหลับครึ่งตื่นจนรุ่งสาง
ผมยังจำได้ดีว่าเช้าวันนั้นเป็นวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ในอาการสะลึมสะลือผมแลเห็นแสงสว่างค่อย
ๆ เรืองรองขึ้นทีละน้อยที่ริมอ่าว ในขณะที่ดวงตะวันยังไม่ทันโผล่พ้นจากทะเล
เมื่อลมอ่อน ๆ โบกพัดมาจากหุบผาเบื้องล่าง หมอกยามเช้าก็พลันสลายตัวไป
ในทันใดนั้น นกกระสากลางคืนก็ปรากฏกายขึ้น ส่งเสียงร้องแหลม และบินลับจากสายตาไปผมสามารถได้ยินเสียงกระพือปีกของมัน
ในชั่วขณะนั้นเอง หมอกมัวแห่งความขุ่นข้องสับสนและความลังเลสงสัยของผมก็ปลาสนาการไป
ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมเคยยึดถืออย่างเหนียวแน่น ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมเคยเชื่อมั่นเป็นปกติวิสัยล้วนสลายไปกับสายลม
ผมรู้สึกว่าผมเข้าใจเรื่อง ๆ หนึ่งขึ้นมา ผมถึงกับหลุดคำพูดออกมาโดยไม่ได้คิดมาก่อนว่า
"ในโลกนี้ไม่มีอะไรเป็นแก่นสารเลยหนอ...."
ผมรู้สึกขึ้นมาว่าผมไม่ได้เข้าใจอะไรเลย***
ผมแลเห็นได้ว่าบัญญัติ (concepts) ทั้งหลายแหล่ที่ผมเคยยึดถือ ความคิดความเข้าใจเกี่ยวกับความมีอยู่
โดยตัวมันเอง ล้วนเป็นโครงอันว่างเปล่า จิตใจของผมโปร่งเบา และใสกระจ่าง
ผมกระโดดโลดเต้นด้วยความร่าเริง ผมได้ยินเสียงนกเล็ก ๆ ร้องจุ๊กจิ๊กอยู่ในพุ่มไม้
และแลเห็นเกลียวคลื่นสะท้อนประกายแสงอรุณอยู่ลิบ ๆ ใบไม้พลิ้วทอประกายเขียวเลื่อมพราย
ผมรู้ดีกว่านี่คือสรวงสวรรค์อันแท้จริงบนพื้นพิภพ ความปวดร้าวทรมานใจทั้งหลายแหล่ที่เกาะกุมใจผมล้วนแต่ปลาศนาการไปดุจความฝันและมายาภาพ
และสิ่งหนึ่งที่เราอาจเรียกมันว่า "ธรรมชาติที่แท้" ก็ได้ปรากฏตัวออกมาอย่างเปิดเผย
ผมคิดว่าคงจะพูดได้ว่า นับแต่ประสบการณ์ในเช้าวันนั้นแล้ว ชีวิตของผมได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
แม้จะมีความเปลี่ยนแปลง แต่ผมก็ยังคงเป็นคนบ๊อง ๆ เมื่อเทียบกับคนอื่น
และนี่ไม่เคยเปลี่ยนเลยจากเวลานั้นจนถึงปัจจุบัน มองจากภายนอกคงจะไม่มีใครที่ดูราบเรียบไม่มีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษเช่นผม
และไม่มีอะไรพิเศษเกี่ยวกับชีวิตประจำวันของผม แต่ความมั่นใจที่ผมได้รู้สิ่งนั้นไม่เคยเปลี่ยนเลยนับจากเวลานั้น
ผมได้ใช้เวลา ๓๐-๔๐ ปีในการทดสอบว่าผมเข้าใจผิดหรือไม่ แต่ไม่เคยมีสักครั้งที่ผมสามารถหาหลักฐานมาหักล้างความเชื่อมั่นนั้นได้
ซึ่งได้แสดงออกด้วยการที่ผมดำเนินชีวิตเช่นนี้มา
ความประจักษ์แจ้งนี้ในตัวมันเองเป็นสิ่งมีคุณค่ามาก แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า
ผมผูกติดอยู่กับคุณค่าพิเศษอะไรอยู่ ผมยังเป็นคนธรรมดา ๆ จะพูดว่าเหมือนอีกาแก่ตัวหนึ่งก็คงได้
สำหรับคนที่สังเกตอยู่ห่าง ๆ ผมอาจจะดูเหมือนคนอ่อนน้อมถ่อมตน หรือไม่ก็คงหยิ่งยโสจองหองก็ได้
ผมเตือนหนุ่มสาวที่อยู่ในไร่นาของผมเสมอว่า อย่าพยายามเลียนแบบผม และผมก็โกรธจริง
ๆ ด้วยถ้ามีใครไม่ใส่ใจในคำแนะนำของผม ดังที่ผมต้องการคือให้เขาทั้งหลายอยู่กับธรรมชาติและใช้ชีวิตกับงานการประจำวัน
ไม่มีอะไรพิเศษเกี่ยวกับตัวผมหรอก แต่สิ่งที่ผมแลเห็นต่างหากที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง
*เป็นโรคข้าวชนิดหนึ่งเกิดจากเชื้อราชื่อ Glbberella Fujikuroi wol ลักษณะเด่นคือปล้องของต้นข้าวที่เป็นโรคนี้จะยืดยาวกว่าต้นที่ไม่ได้เป็นโรค ไทยเรียกว่าโรคถอดฝักดาบ : ผู้แปล
**เป็นฮอร์โมนชนิดหนึ่งซึ่งพบมากในส่วนที่กำลังเจริญเติบโต เช่น ในเมล็ดอ่อน ยอดอ่อนและปลายราก มีผลในการกระตุ้นความเจริญเติบโตของพืช เป็นฮอร์โมนที่พบทั้งในพืชชั้นสูงและพืชชั้นต่ำ : ผู้แปล
*** "การไม่เข้าใจอะไรเลย" ในความหมายนี้ คือการตระหนักถึงความไม่สมบูรณ์ของความรู้ในระดับพุทธิปัญญา (lntellectual knowledge)