INDEX BOTTOM NEXT




เจ้าชายน้อย



                เมื่อ ตอนฉันอายุได้ ๖ ขวบ ฉันได้เห็นรูปภาพจับใจรูปหนึ่งในหนังสือเกี่ยวกับป่าดงดิบชื่อว่า "ประวัติชีวิตธรรมชาติ" รูปนั้นเป็นรูปงูเหลือมกำลังกลืนสัตว์ป่า นี่คือรูปลอกของภาพนั้น

                ในหนังสือเขาบรรยายไว้ว่า "งูเหลือมกลืนเหยื่อของมันเข้าไปทั้งหมดโดยไม่เคี้ยวเลย ถัดจากนั้น มันก็ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้และนอนย่อยอาหารอยู่ตลอดเวลา ๖ เดือน" ฉันติดใจเรื่องการผจญภัยในป่าทึบมาก จึงได้หัดวาดภาพด้วยดินสอสีจนสำเร็จ นี่คือรูปภาพรูปแรกของฉัน

                 ฉันอวดผลงานชิ้นเยี่ยมนี้แก่ผู้ใหญ่ และถามเขาว่ารูปของฉันทำให้เขากลัวไหม พวกเขาก็ตอบว่า "ทำไมหมวกทำให้คนกลัวเล่า" รูปภาพของฉันไม่ได้เป็นรูปหมวก แต่เป็นรูปงูเหลือมที่กำลังนอนย่อยช้างที่มันกลืนเข้าไป ฉันจึงต้องวาดรูปภายในงูเหลือมเพื่อให้พวกผู้ใหญ่เข้าใจ เพราะพวกนี้ต้องการคำอธิบายเสมอ รูปวาดที่ ๒ ของฉันจึงเป็นดังนี้

                 พวกผู้ใหญ่ได้แนะนำว่าฉันควรจะเลิกยุ่งกับการวาดภาพงูเหลือมชนิดที่เห็นด้านนอกหรือด้านในเสีย และหันมาสนใจเรียนวิชาภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ คณิตศาสตร์ และไวยากรณ์แทน ดังนั้น ฉันจึงได้ละทิ้งอาชีพวาดภาพอันสูงส่งนี้เสียตั้งแต่อายุ ๖ ขวบ เพราะว่าฉันรู้สึกหมดกำลังใจที่ภาพวาดรูปแรกและรูปที่สองไม่ได้รับผลสำเร็จ พวกผู้ใหญ่ไม่เคยเข้าใจอะไรเลย เป็นเรื่องที่น่าเหนื่อยหน่ายอย่างยิ่งที่พวกเราเด็กๆ จะต้องอธิบายให้พวกเขาเข้าใจอยู่ตลอดเวลา

                 ดังนั้นฉันจึงได้เลือกอาชีพใหม่ ฉันหัดขับเครื่องบิน ฉันบินไปเกือบจะทั่วโลก และภูมิศาสตร์ก็ช่วยฉันมากทีเดียว ฉันสามารถบอกได้ทันทีว่านี่คือประเทศจีนไม่ใช่แอริโซนา วิชานี้จึงเป็นประโยชน์มากถ้าเราหลงทางในเวลากลางคืน
                ตลอดชีวิตของฉัน ฉันต้องติดต่อกับคนเป็นจำนวนมาก เป็นคนที่เอาจริงเอาจังทั้งนั้น ฉันอาศัยอยู่ในบ้านกับพวกผู้ใหญ่ ฉันได้ศึกษาคนพวกนี้อย่างใกล้ชิด แต่มัน็้มิได้ช่วยให้ฉันมีความเห็นต่อคนพวกนี้ในด้านที่ดีขึ้นเลย

                 เมื่อฉันพบใครสักคนที่ฉันเห็นว่าพอมีแววจะฉลาดหลักแหลมฉันก็ทดสอบเขาด้วยการให้ดูรูปวาดรูปที่หนึ่งซึ่งฉันยังคงเก็บรักษาไว้ ฉันอยากทราบว่าเขาเป็นคนที่เข้าใจในสิ่งต่าง ๆ ได้ดีหรือไม่ แต่ทุกครั้งคนเหล่านั้นจะพูดว่า "นี่คือหมวก" เมื่อเป็นอย่างนั้นฉันจึงไม่ยอมพูดถึงงูเหลือม ป่าดงดิบ หรือดวงดาวกับเขาให้เสียเวลาเลย ฉันจะปล่อยเขาไปตามวิถีทางของเขาฉันจะพูดกับเขาเรื่องไพ่บริดจ์ เรื่องกอล์ฟ เรื่องการเมืองและเรื่องเนคไท และพวกผู้ใหญ่เหล่านั้นก็จะยินดีที่ได้รู้จักกับคนที่พูดจาได้เรื่องราวคนหนึ่ง


 






               ดัง นั้นฉันจึงดำรงชีวิตอย่างเดียวดาย ไร้คนที่จะสนทนากันเข้าอกเข้าใจอย่างแท้จริง จนกระทั่งเมื่อ ๖ ปีมานี้ เครื่องบินของฉันเข้าไปเครื่องเสียอยู่กลางทะเลทรายสะฮารา มีอะไรบางอย่างในเครื่องยนต์ขัดข้อง เนื่องจากฉันไม่มีช่างเครื่องมาด้วย ไม่มีแม้แต่ผู้โดยสาร ฉันจึงจำต้องซ่อมด้วยตนเองอยู่คนเดียวอย่างยากลำบาก นี่เป็นปัญหาที่ต้องเอาชีวิตของฉันเข้าเดิมพันทีเดียว เพราะฉันมีน้ำไว้ดื่มอีกเพียง ๘ วันเท่านั้น

                คืนแรกฉันนอนหลับบนพื้นทราย ห่างไกลจากผู้คนนับล้าน ๆ ไมล์ ฉันอยู่คนเดียวประหนึ่งเรือแตกรอดอยู่บนแพเคว้งคว้างกลางมหาสมุทร ดังนั้นคุณคงจะนึกออกว่าฉันตกใจเพียงใดที่ตอนในรุ่งสางก็มีเสียงเล็ก ๆ ปลุกฉันขึ้น เสียงนั้นกล่าวว่า

                "กรุณาวาดรูปแกะให้ตัวหนึ่งเถอะ !"
                "หือ"
                "ช่วยวาดรูปแกะให้ฉันตัวหนึ่งซิ…."

                ฉันผวาลุกขึ้นยืนราวกับถูกสายฟ้าฟาด ยกมือขึ้นขยี้ตามองดูอีกที ตาฉันไม่ได้ฝาดไปแน่ ฉันเห็นเด็กเล็ก ๆ คนหนึ่ง ลักษณะแปลกมาก ยืนมองดูฉันอย่างเคร่งขรึม

               นี่คือรูปภาพที่ดีที่สุดที่ฉันจำลองขึ้นภายหลัง แน่ละ แม้ว่าภาพวาดของฉันไม่สวยสดเหมือนตัวจริงของเขา แต่มันก็ไม่ใช่ความผิดของฉัน พวกผู้ใหญ่ได้ทำให้ฉันหมดกำลังใจที่จะเอาดีทางวาดรูปตั้งแต่อายุได้ ๖ ขวบ และนอกจากรูปงูเหลือมชนิดเห็นด้านนอกและด้านในแล้ว ฉันก็ไม่ได้หัดวาดรูปอะไรอีกเลย

                ฉันเบิ่งตามองดูเด็กน้อยนั้นอย่างประหลาดใจ อย่าลืมว่าฉันอยู่ไกลแสนไกลจากดินแดนที่มีผู้คนอาศัย ทว่าเด็กน้อยนั้นไม่มีทีท่าว่าหลงทางเหนื่อยอ่อน หิวโหย กระหายน้ำ หรือเกรงกลัวแต่อย่างใด ไม่มีท่าทางว่าเป็นเด็กหลงทางอยู่กลางทะเลทรายห่างไกลผู้คนนับเป็นร้อยเป็นพันโยชน์เลย ในที่สุดฉันก็รวบรวมสติได้ และพูดขึ้นว่า
                 "แล้วเธอมาทำอะไรอยู่ที่นี่หละ"
                 เขาก็พูดซ้ำอีกอย่างอ่อนโยนเหมือนเป็นเรื่องสำคัญว่า
                 "กรุณาวาดแกะให้ฉันตัวหนึ่งเถอะ"

                 ในเมื่อเรารู้สึกว่ามีสิ่งลี้ลับเกินกว่าที่จะกล่าวได้ เราก็ไม่กล้าที่จะขัดขืนต่อมัน แม้ว่าฉันจะอยู่ห่างไกลผู้คนนับด้วยร้อยโยชนพันโยชน์และอยู่ระหว่างอันตรายถึงชีวิต ฉันก็ดึงเอากระดาษและดินสอออกมา แต่แล้วฉันก็นึกขึ้นมาได้ว่าฉันเคยเรียนแต่วิชาภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ คณิตศาสตร์และไวยากรณ์เท่านั้น ฉันจึงกล่าวกับเด็กน้อย (อย่างอารมณ์ไม่ค่อยดี ) ว่าฉันวาดไม่เป็นหรอกนะ เขาตอบฉันว่า
                 "ไม่เป็นไรหรอก วาดแกะให้ฉันตัวก็แล้วกัน"

                 เนื่องจากฉันไม่เคยวาดแกะเลย ฉันจึงวาดภาพหนึ่งในสองภาพที่ฉันวาดเป็นให้เขา คือภาพงูเหลือมชนิดที่เห็นด้านนอกและฉันก็ตกตะลึงเมื่อได้ยินเขาตอบว่า
                 "ไม่เอา ไม่เอา ฉันไม่อยากได้ช้างในงูเหลือม งูเหลือมน่ากลัวออก และช้างก็ตัวใหญ่เกะกะเกินไป บ้านฉันเล็กนิดเดียววาดแกะให้ฉันตัวหนึ่งเถอะ"

                     ดังนั้นฉันจึงวาดแกะให้ เขามองดูอย่างสนใจและวิจารณ์ว่า
             "ไม่ใช่ แกะตัวนี้ไม่สบายมาก วาดใหม่อีกตัวซิ"


                 ฉันวาดใหม่ เพื่อนของฉันหัวเราะเบา ๆ พูดอย่างอ่อนน้อมว่า
"เธอคงจะเห็นนะว่ามันไม่ใช่แกะ แต่เป็นแพะ เพราะว่ามันมีเขา"

ฉันวาดใหม่อีก แต่เขาก็ปฏิเสธอีกเช่นกัน
"ตัวนี้มันแก่เกินไป ฉันต้องการแกะที่จะยังมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกนาน"
 
 
                เมื่อเป็นเช่นนั้นฉันก็หมดความอดทน ประกอบกับต้องรีบซ่อมเครื่องยนต์ ฉันจึงเขี่ย ๆ ภาพนี้ ฉันยื่นให้เขาและว่า "เอ้า นี่คือกรง แกะที่เธอต้องการอยู่ในกรงนี้"

                แต่ฉันประหลาดใจมากที่เห็นใบหน้าของเขาสดใสขึ้นทันที
                 "เหมาะทีเดียว นี่แหละที่ฉันอยากได้ เธอคิดว่าแกะตัวนี้กินหญ้าจุไหม"
                 "ทำไมหละ"
                 "เพราะว่าบ้านฉันมันแคบนะซี"
                 "คงพอหรอก ฉันให้แกะเธอตัวเล็กนิดเดียว"
                 เขายื่นศรีษะมาใกล้รูปวาด
                 "คงไม่เล็กเกินไปนะ…..โอ…มันกำลังหลับด้วย"

                 ฉันก็ได้ทำความรู้จักกับเจ้าชายน้อยด้วยประการฉะนี้


 




           กว่า ฉันจะรู้ว่าเขามาจากไหนก็กินเวลานานโขทีเดียว เจ้าชายน้อยตั้งคำถามกับฉันมากมาย และไม่เคยสนใจฟังคำถามของฉันเลย ฉันต้องจับความเอาเองจากถ้อยคำบางประโยคที่หลุดมาโดยบังเอิญทีละเล็กทีละน้อย เช่นเมื่อเขาเห็นเครื่องบินของฉัน (ฉันจะไม่วาดรูปเครื่องบินละ เพราะว่ามันออกจะวาดยากอยู่เอาการ) เขาถามขึ้นว่า

              "สิ่งนั้นคืออะไรนะ"
              "มันไม่ได้เป็นสิ่งของหรอก มันบินได้ เครื่องบินไงล่ะ เครื่องบินของฉันเอง"
              ฉันรู้สึกภูมิใจที่บอกให้เขาทราบว่าฉันบินได้ เขาร้องขึ้นว่า
              "อะไรนะ เธอตกลงมาจากท้องฟ้ารึ"
              "จ้ะ" ฉันตอบอย่างเสงี่ยมเจียมตัว
              "เอ แปลกนะ"
              แล้วเจ้าชายน้อยก็หัวเราะเสียงใสทำให้ฉันรู้สึกฉุนขึ้นมา ฉันอยากให้คนเห็นอุบัติเหตุของฉันเป็นเรื่องร้ายแรงมากกว่า เขากล่าวเสริมว่า
              "ถ้าเช่นนั้นเธอก็มาจากท้องฟ้าเหมือนกันซีนะ เธอมาจากดาวดวงไหนละจ๊ะ"

              ทันใดนั้นเองฉันจึงเริ่มเข้าใจอะไรได้ลาง ๆ เกี่ยวกับการปรากฏตัวอย่างลึกลับของเจ้าชายน้อย ฉันถามเขาทันทีว่า
              "ถ้าเช่นนั้นเธอมาจากดาวดวงอื่นใช่ไหม" เขาไม่ตอบ โคลงศีรษะช้า ๆ พลางพิจารณาเครื่องบินของฉัน
              "ถ้าขี่เจ้าเครื่องนั่นละก็ เธอคงมาจากที่ใกล้ ๆ นี่เอง"
              แล้วเขาก็ปล่อยความรู้สึกให้จมอยู่ในความนึกฝันเป็นเวลานาน แล้วจึงหยิบแกะที่ฉันวาดให้ออกมาจากกระเป๋า และนิ่งมองสมบัติชิ้นใหม่นั้น
              คุณคงนึกเดาออกว่าฉันมีความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับเรื่องของ 'ดาวดวงอื่น' เพียงใด ฉันพยายามที่จะให้ทราบเรื่องมากยิ่งกว่านั้น
              "เธอมาจากไหนแน่ เด็กน้อยของฉัน 'บ้านเธอ' น่ะอยู่ที่ไหน เธอจะเอาแกะที่ฉันให้ไปไหน"

             หลังจากหยุดคิดอยู่ครู่หนึ่ง เธอตอบว่า
              "การที่ให้กรงแก่ฉันด้วยนี่ดีนะ ฉันจะได้ไปใช้เป็นบ้านของแกะมันในตอนกลางคืนไงล่ะ"
              "แน่ละ และถ้าเธอทำตัวน่ารัก ฉันจะให้เชือกเธอด้วย เธอจะได้ใช้ผูกมันในตอนกลางวัน และก็หลักอีกอันหนึ่งด้วย"               คำเสนอของฉันทำให้เขาสะดุ้ง
              "ผูกมันรึ ทำไมเธอคิดแปลกอย่างนี้"
              "แต่ถ้าเธอไม่ผูกมันนะ มันก็จะเดินไปตามใจชอบ และก็จะหลงหายไป"

              ทันใดนั้นเพื่อนของฉันก็หัวเราะเสียงใสขึ้นอีก
              "เธอจะให้มันไปที่ไหนกันล่ะ"
              "ที่ไหนก็ได้ ตรงไปข้างหน้ามัน…"

              เจ้าชายน้อยจึงเข้าใจความคิดของฉัน และกล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า
              "ไม่เป็นไรหรอก บ้านฉันก็ใหญ่เท่านี้เอง เล็กนิดเดียว"
              เขากล่าวต่อไปด้วยท่าทางเศร้า ๆ ว่า
              "ตรงไปางหน้าเราไปได้ไม่ไกลนักหรอก"


 



               ด้วย เหตุนี้ฉันจึงทราบความสำคัญของข้อที่สองคือ ดวงดาวที่เขาอยู่นั้นไม่ใหญ่กว่าบ้านเท่าไร


               สิ่งนี้มิได้ทำให้ฉันประหลาดใจเท่าใดนัก ฉันทราบดีว่านอกจากดาวเคราะห์ใหญ่ ๆ อย่างเช่นโลก ดาวพฤหัสบดี ดาวอังคาร ดาวพระศุกร์ซึ่งเราตั้งชื่อให้แก่มันแล้ว ยังมีดาวดวงอื่น ๆ อีกนับพันดวง ซึ่งเล็กมากจนบางดวงแทบจะมองไม่เห็นแม้ว่าจะใช้กล้องโทรทัศน์ส่องดู เมื่อนักดาราศาสตร์ค้นพบดาวดวงใหม่ เขาก็ให้ชื่อมันเป็นลำดับเลข เป็นต้นว่า "ดาวเคราะห์น้อยที่ ๓๒๕๑"

               ฉันมีเหตุผลที่น่าเชื่อว่าดาวดวงที่เจ้าชายน้อยจากมาคือดาวดวงที่ บี.๖๑๒ ดาวดวงนี้นักดาราศาสตร์ชาวตรุกีส่องกล้องพบเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๒
              เขาได้เสนอการค้นพบนี้แก่สภาดาราศาสตร์ระหว่างชาติแต่ก็ไม่มีใครเชื่อเขา เนื่องจากการแต่งกายของเขาแปลกเกินไป พวกผู้ใหญ่ก็เป็นแบบนี้แหละ
              โชคดีสำหรับชื่อเสียงของดาวดวงนี้ เพราะต่อมานักเผด็จการตรุกีได้บังคับให้ประชาชนได้แต่งกายตามแบบยุโรป ถ้าไม่ปฏิบัติตามจะมีโทษถึงประหารชีวิต นักดาราศาสตร์ผู้นี้ได้เสนอการค้นพบของเขาอีกครั้งในปี พ.ศ. ๒๔๖๓ โดยแต่งตัวอย่างสง่าผ่าเผย และคราวนี้ทุกคนก็เชื่อเขา

              ที่ฉันเล่าให้คุณฟังถึงรายละเอียดของดาวดวงที่ บี.๖๑๒ และที่ฉันบอกหมายเลขของดาวดวงนี้ก็เพราะพวกผู้ใหญ่ คนพวกนี้เขาชอบตัวเลข เมื่อคุณเล่าถึงเพื่อนใหม่ของคุณ พวกผู้ใหญ่จะไม่ถามเรื่องสำคัญ ๆ คุณเลย
               เขาจะไม่มีวันถามว่า
               " เสียงของเขาเป็นอย่างไร"
                "เขาชอบการเล่นชนิดใด"
                "เขาสะสมผีเสื้อรึเปล่า" แต่เขาจะถามคุณว่า
                "เขาอายุเท่าไรนะ"
                "เขามีพี่น้องกี่คน"
                "เขาหนักเท่าไร"
                "พ่อของเขามีรายได้เท่าไร"
                และเพียงเท่านี้เองที่พวกเขาเข้าใจว่าเขาได้รู้จักกับคน ๆ หนึ่งแล้ว
               ถ้าคุณบอกกับพวกผู้ใหญ่ว่า "ฉันเห็นบ้านก่อด้วยอิฐแดงหลังหนึ่ง มีดอกกล้วยไม้สีขาวม่วงอยู่ที่หน้าต่าง และมีนกพิราบเกาะอยู่บนหลังคา…" คนพวกนั้นจะไม่มีวันนึกภาพบ้านหลังนั้นออกเลย คุณจะต้องบอกเขาว่า " ฉันเห็นบ้านหลังหนึ่ง ราคาประมาณ ๕ แสนบาท" พวกเขาจะร้องขึ้นว่า "แหม สวยอะไรอย่างนั้น"

               ในทำนองเดียวกันถ้าคุณบอกกับเขาว่า "ข้อพิสูจน์ว่าเจ้าชายน้อยมีตัวตนจริงก็คือว่าเขาเป็นคนน่ารัก มีชีวิตชีวา หัวเราะเก่ง และเขาอยากได้แกะตัวหนึ่ง และเมื่อคนอยากได้แกะตัวหนึ่งก็เป็นข้อพิสูจน์ว่า คน ๆ นั้นต้องมีจริง" พวกเขาก็จะยักไหล่ และหาว่าคุณพูดเป็นเด็ก ๆ แต่ถ้าคุณพูดกับเขาว่า " เจ้าชายน้อยมาจากดาวเคราะห์น้อยเลขที่ บี.๖๑๒ " เมื่อนั้นแหละเขาจึงจะเชื่อและเลิกไต่ถามคุณต่อไป พวกเขามีนิสัยเช่นนั้นอย่าได้ไปถือสาเลย พวกเด็ก ๆ จำเป็นต้องยอมลงให้ผู้ใหญ่อย่างนี้แหละ

               แต่ว่าแน่ละ พวกเราซึ่งเข้าใจชีวิตดี เราจะหัวเราะเยาะตัวเลขเสียด้วยซ้ำ ฉันรักที่จะเริ่มต้นเล่าเรื่องนี้เหมือนอย่างเล่านิทานมากกว่า ฉันอยากจะเล่าว่า
               "ครั้งหนึ่งยังจะมีเจ้าชายน้อยองค์หนึ่ง อาศัยอยู่ที่ดาวดวงโตกว่าเขานิดเดียว เขาอยากมีเพื่อน…" สำหรับผู้ที่เข้าใจชีวิตเรื่องที่ฉันเล่าอย่างนี้ดูจะเป็นจริงเป็นจังมากกว่า

               แต่เนื่องจากฉันไม่อยากให้ใครเขาอ่านหนังสือที่ฉันเขียนขึ้นมาเล่น ๆ เพราะฉันรู้สึกปวดร้าวใจมากเมื่อเล่าความหลังทั้งหลายแหล่เหล่านี้ เพื่อนของฉันได้จากฉันไปพร้อมกับแกะของเขา ๖ ปีเข้านี่แล้ว
               ที่ฉันพยายามเขียนถึงเขาขณะนี้ ก็เพื่อว่าฉันจะได้ไม่ลืมเขาเสีย เป็นเรื่องที่น่าสลดใจมากถ้าเราลืมเพื่อน ทุกคนไม่ได้มีเพื่อนเสมอไป ถ้าฉันลืมเขา ฉันก็อาจจะกลายเป็นพวกผู้ใหญ่ที่ไม่สนใจอะไรนอกจากตัวเลขก็ได้

               เพื่อมิให้เป็นเช่นนี้ ฉันจึงได้ไปซื้อสีและดินสอมา มันออกจะยากสักหน่อยที่จะมาหัดวาดใหม่ตอนนี้ ในเมื่อฉันก็เคยวาดเพียงรูปงูชนิดเห็นด้านนอก และชนิดเห็นด้านในเมื่อตอนอายุ ๖ ขวบเท่านั้น แต่ฉันก็จะพยายามวาดให้เหมือนที่สุดเท่าที่จะทำได้แม้ว่าจะไม่แน่ใจนักก็ตาม ฉันอาจจะวาดรูปหนึ่งได้เหมือน แต่อีกรูปหนึ่งไม่เหมือนเลย ฉันคงจะกะขนาดผิดด้วย ในรูปนี้เจ้าชายน้อยตัวโตเกินไป และในอีกรูปหนึ่งกลับเล็กเกินไป ฉันไม่รู้ว่าจะลงสีเสื้อของเขาเป็นสีอะไรดี ฉันจึงมะุงุมมะงาหราทำไปทำดีบ้าง ไม่ดีบ้าง บางคราวก็อาจจะลืมรายละเอียดสำคัญไป
               แต่ก็ยกโทษให้ฉันเถิด เพื่อนของฉันไม่เคยอธิบายอะไรแก่ฉันเลยเขาคงคิดว่าฉันเหมือนกับเขากระมัง แต่ว่าตัวฉันเองก็ออกจะเสียใจที่ไม่สามารถมองทะลุกล่องเห็นลูกแกะได้ ฉันคงจะเหมือนกับผู้ใหญ่ทั้งหลาย ฉันคงแก่ตัวลงนั่นเอง


 



                  ฉัน เรียนรู้เรื่องราวของดาวดวงนี้มากขึ้นทุกวัน รู้ถึงการที่เจ้าชายน้อยต้องจากมันมา รู้ถึงการเดินทาง ความรู้เหล่านี้ค่อยมาปะติดปะต่อกันอย่างช้า ๆ แล้วแต่ความคิดจะนำไป

                   สำหรับในวันที่สาม ฉันได้ทราบเรื่องเศร้าเกี่ยวกันต้นไทร ครั้งนี้ก็สืบเนื่องมาจากลูกแกะอีกเช่นกัน เจ้าชายน้อยได้ถามฉันด้วยท่าทางสงสัยเต็มที่
                   "จริงหรือที่ว่าลูกแกะมันกินต้นผักหนาม"
                   "จริงทีเดียว"
                   "โอ ฉันดีใจจังเลย"

                   ฉันไม่เข้าใจว่าที่แกะกินต้นผักหนามนั้นสำคัญอย่างไร แต่เจ้าชายน้อยเสริมขึ้นว่า "ถ้าอย่างนั้นมันก็กินต้นไทรด้วยน่ะซี"
                   ฉันรีบตั้งข้อสังเกตขึ้นว่า ต้นไทรนั้นไม่ได้เหมือนต้นผักหนาม แต่เป็นต้นไม้ใหญ่เหมือนวัด ถึงแม้จะมีเกณฑ์เอาช้างมาโขลงหนึ่งก็ไม่สามารถกินเจ้าต้นไม้ชนิดนี้หมดต้นได้ การพูดถึงช้างทั้งโขลงทำให้เจ้าชายน้อยหัวเราะชอบใจ

                   "เห็นท่าจะต้องให้ช้างมันยืนต่อตัวกัน" แต่เขาหวนกลับมาพูดเรื่องเดิมอย่างฉลาดว่า
                   "เจ้าต้นไทรนี่ก่อนมันจะโต มันจะต้องเริ่มจากต้นเล็ก ๆ ก่อนใช่ไหม"
                   "ถูกทีเดียว แต่ทำไมเธอถึงอยากให้แกะของเธอกินต้นไม้ชนิดนี้ด้วยเล่า" เขาตอบฉันว่า
                   "ไม่เห็นน่าถามเลย"
                   เขาพูดเหมือนกับว่าเป็นสิ่งที่เห็นชัดเจนแล้ว ฉันจึงต้องใช้สติปัญญาความคิดความเข้าใจปัญหานี้เอง

                   คงจะเป็นอย่างนี้แน่ว่า บนดาวที่เจ้าชายน้อยอาศัยอยู่นั้นก็มีลักษณะคล้ายกับดาวอื่น คือ มีทั้งหญ้าที่ดี และหญ้าเลวๆ เมล็ดพันธุ์ที่ดีก็จะให้หญ้าดี เมล็ดพันธุ์ที่ไม่ดีก็จะให้หญ้าไม่ดี แต่ว่าเมล็ดพันธุ์นี้เรามองไม่เห็น มันนอนหลับอย่างเงียบเชียบอยู่ใต้ดินจนกระทั่งมันอยากจะตื่นขึ้น กิ่งก้านของมันก็จะค่อย ๆ เหยียดตัวทะลุดินออกมาอย่างเหนียมอายออกแสวงหาแสงแดด ถ้ามันเป็นกิ่งก้านของต้นหัวไชเท้าหรือต้นกุหลาบ เราก็ปล่อยให้มันงอกขึ้นตามใจชอบ แต่ถ้ามันเป็นต้นไม้เลว ๆ เราก็จะถอนทิ้งทันทีเมื่อได้เห็น ฉะนั้นบนดาวของเจ้าชายน้อยคงมีเมล็ดพันธุ์เลว ๆ เป็นแน่ และคงเป็นเมล็ดพันธุ์ต้นไทรนี่เอง

                   ดินแดนบนดวงดาวนั้นคงจะถูกรุกรานด้วยเจ้าต้นไทรและถ้าขืนปล่อยไว้ก็จะกำจัดไม่ได้ มันจะขึ้นรุงรังเต็มดวงดาว รากของมันจะชอนไชลงไปในดิน ถ้าดาวดวงเล็กมากและถ้าต้นไทรมีมากมันก็จะระเบิดดาวได้
                   "เรื่องนี้เป็นปัญหาทางระเบียบแบบแผน" เจ้าชายน้อยกล่าวกับฉันภายหลัง
                   " เมื่อเราแต่งตัวเสร็จในตองเช้า เราต้องดูแลความสะอาดของดวงดาวเราด้วย เราจำเป็นต้องกำจัดต้นไทรอย่างสม่ำเสมอ โดยทันทีที่เราเห็นมันขึ้นแทรกอยู่ในกอกุหลาบ ซึ่งมันก็ดูคล้ายกันมากเมื่อตอนเป็นต้นอ่อนอยู่ ออกเป็นงานที่น่าเบื่อหน่ายอยู่หรอก แต่ก็ง่ายมาก"

                   และแล้ววันหนึ่งเขาก็แนะนำฉันให้วาดรูปหนึ่งขึ้น เพื่อให้เด็กเห็นและจำได้แม่นยำเป็นคติสอนใจ
                   "เพราะว่าถ้าหากเขาเดินทาง" เจ้าชายน้อยกล่าว " รูปนี้จะเป็นประโยชน์แก่เขา บางครั้งการผลัดวันประกันพรุ่งงานของตนนั้นไม่มีการเสียหายแต่อย่างใด แต่ถ้าเป็นเรื่องเจ้าต้นไทรละก็เป็นเรื่องมหันตภัยทีเดียว
                   ฉันเคยเห็นดวงดาวหนึ่งซึ่งมีแต่คนขี้เกียจอาศัยอยู่ เขาก็ปล่อยปละละเลยต้นไม้ ๓ ต้น…" จากคำบอกเล่าของเจ้าชายน้อย ฉันก็ได้วาดรูปดาวดวงนั้น


                   อันที่จริงฉันก็ไม่ชอบตั้งตนเป็นนักสอนศีลธรรม แต่อันตรายจากต้นไทรซึ่งน้อยคนจะรู้นั้น และการเสี่ยงต่ออันตรายนี้ของบุคคลที่หลงไปในโลกอื่นเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง จึงทำให้ฉันยอมลงทุนตั้งตนเป็นผู้สอน
                   ฉันกล่าวย้ำ "เด็ก ๆ เอ๋ย จงพึงระวังต้นไทร" ทั้งนี้เพื่อเตือนเพื่อน ๆ ของฉันถึงอันตรายที่เขาเฉียดเข้าไปใกล้ นานมาแล้วเช่นเดียวกับตัวฉันเอง โดยไม่ทราบถึงอันตรายนั้นเลย

                   ฉันได้พยายามวาดรูปขึ้นอย่างประณีตบรรจง บทเรียนที่ฉันให้นี้คงมีผลบ้างเป็นแน่ คุณคงจะสงสัยละกระมังว่า ทำไมไม่มีรูปอื่นในหนังสือเล่มนี้ที่ใหญ่โตเอาการเช่นรูปต้นไทร


                   คำตอบนั้นแสนจะธรรมดา..คือว่า ฉันพยายามแล้วแต่ไร้ผลนะซิ ส่วนรูปนั้นฉันได้รับแรงบันดาลจากความรู้สึกว่าเป็นเรื่องด่วน
 







                เจ้า ชายน้อยเอ๋ย ในที่สุดฉันก็ค่อย ๆ เข้าใจชีวิตที่เศร้าของเธอ เธอมีเพียงอาทิตย์ยามอัสดงเท่านั้นไว้ชมและเป็นสิ่งเพลิดเพลินใจซึ่งคงระยะยาวนาน ฉันเพิ่งทราบรายละเอียดใหม่นี้ในเช้าวันที่สี่ เมื่อเธอเอ่ยบอกฉันว่า….

                "ฉันชอบตอนพระอาทิตย์ตกดินจังเลย ไปดูพระอาทิตย์ตกกันเถอะ"
                "แต่ต้องคอยหน่อยนะ"
                "คอยอะไร" เธอมีทีท่าประหลาดใจในชั้นแรก และแล้วเธอก็หัวเราะขันตัวเธอเอง และกล่าวขึ้นว่า
                "ฉันนึกว่าอยู่ที่บ้านฉันเองอยู่เรื่อย !"

                จริงทีเดียว ถ้าที่สหรัฐเป็นเวลาเที่ยงวัน เราทราบดีว่า ดวงอาทิตย์กำลังจะตกที่ฝรั่งเศส ถ้าเพียงเราจะสามารถไปฝรั่งเศสได้ภายใน ๑ นาที เพื่อไปดูอาทิตย์อัสดง น่าเสียดายที่ฝรั่งเศสอยู่ห่างเกินไป แต่บนดาวดวงเล็กของเธอ เธอเพียงแต่เลื่อนเก้าอี้ไปสองสามก้าวเท่านั้น เธอก็จะสามารถชมอาทิตย์อัสดงได้ตามที่เธอประสงค์ทุกครั้งไป……

                "ในวันหนึ่ง ๆ ฉันเห็นดวงอาทิตย์ตก ๔๔ ครั้ง" และอีกครู่หนึ่งต่อมาเธอก็กล่าวเสริมว่า
                "เธอรู้ไหม…ในยามที่แสนเศร้า คนเราชอบดูอาทิตย์อัสดง"
                "เธอดูอาทิตย์อัสดงถึงวันละ ๔๔ ครั้ง เธอคงเศร้ามากซินะ ?"
                แต่เจ้าชายน้อยมิได้ตอบแต่อย่างใด


 





               วัน ที่ห้า ความลับแห่งชีวิตเจ้าชายน้อยก็เผยออก ทั้งนี้เนื่องจากเรื่องแกะอีกตามเคยที่ทำให้ฉันทราบชีวิตของเขา
               เขาถามฉันขึ้นทันทีโดยไม่ได้เกริ่นล่วงหน้าเหมือนเป็นผลจากปัญหาที่ขบคิดอยู่เงียบ ๆ มานาน

               "แกะนี่ ถ้ามันกินต้นผักหนาม มันจะกินดอกไม้ด้วยไหมนะ ? "
               "แกะมันกินดะทุกสิ่งที่มันพบ" "แม้แต่ดอกไม้ที่มีหนามรึ"
               "ใช่ แม้แต่ดอกไม้ที่มีหนาม"
               "ถ้าเช่นนั้น หนามมีไว้ทำไมกัน" ฉันก็ไม่ทราบเหมือนกัน

               ขณะที่ฉันกำลังวุ่นกับการไขเกลียวน้อตซึ่งขันติดแน่นเกินไปในเครื่องยนต์ของฉัน ฉันกำลังกลุ้มใจมากเพราะว่าการที่เครื่องเสียเริ่มจะเป็นเรื่องใหญ่ เพราะปัญหาเรื่องน้ำดื่มที่นับวันจะร่อยหรอลงทำให้ฉันวิตกมากที่สุด

               "หนามมีไว้ทำไมนะ" เจ้าชายน้อยไม่เคยล้มเลิกปัญหาหากเขาตั้งขึ้นมาแล้ว ฉันกำลังโมโหกับเจ้าตัวน้อตจึงตอบไปชุ่ย ๆ ว่า
               "หนามนะรึ ไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย เป็นเพราะเจ้าดอกไม้มันใจร้ายเท่านั้นเอง"
               "โอ…" แต่หลังจากเงียบไปครู่ เขาก็พูดใส่หน้าฉันอย่างขมขื่นว่า
               "ฉันไม่เชื่อเธอหรอก ดอกไม้มันแสนจะอ่อนแอ มันไร้เดียงสามันช่วยตัวมันเองเท่าที่จะทำได้ มันคิดว่าหนามจะเป็นเครื่องป้องกันตัวได้ มันคิดว่ามันร้ายกาจพอ ด้วยการมีหนามป้องกัน…"

               ฉันไม่ได้ตอบว่ากระไร ขณะนั้นเองฉันนึกในใจว่า 'ถ้าเจ้าน้อตตัวนี้ยังดื้อต่อไป ฉันจะทุบมันให้ละเอียดเลย' เจ้าชายน้อยก็รบกวนความคิดฉันอีกครั้งหนึ่ง
               "และเธอเชื่อว่า ดอกไม้น่ะ…"
               "พอที! พอที! ฉันไม่ได้เชื่ออะไรเลย" ฉันตอบส่ง ๆ ไปยังงั้นเอง
               "ฉันกำลังทำธุระสำคัญอยู่นะ"
               เขามองดูฉันอย่างตกตะลึง
               "เรื่องสลักสำคัญ ?"
               เขาเห็นฉันถือค้อนในมือ นิ้วมือดำไปด้วยน้ำมันหล่อลื่น ก้มหน้าก้มตาง่วนอยู่กับของที่เขาเห็นว่าแสนจะน่าเกลียด
               "เธอพูดกับฉันเหมือนพวกผู้ใหญ่เขาพูดกัน"

               คำพูดนั้นทำให้ฉันรู้สึกอาย และเขาได้เสริมอีก
               "เธอปนกันหมด เธอทำทุกสิ่งให้สับสนหมด"
               ดูท่าทางเขากระวนกระวายใจ เขาสลัดผมสีทองของเขาตามสายลม
               "ฉันรู้จักดาวดวงหนึ่งที่มีนายแดงอาศัยอยู่ เขาไม่เคยได้ดมดอกไม้เลย เขาไม่เคยแม้แต่มองดวงดาว เขาไม่เคยรักใครเลย เขาไม่เคยได้ทำสิ่งใดนอกจากคิดเลข และตลอดวันเขาพูดซ้ำ ๆ ซาก ๆ เหมือนเธอว่า 'ฉันเป็นคนเอาการเอางาน ฉันเป็นคนเอาจริงเอาจัง' และนี่ทำให้เขาตัวพองด้วยความเย่อหยิ่ง แต่เขาไม่ใช่มนุษย์หรอกเขาเป็นเห็ด"
               "อะไรนะ?"
               "เห็ด"
               ตอนนี้เจ้าชายน้อยหน้าซีดเผือดด้วยอารมณ์โกรธ
               "ดอกไม้ผลิตหนามมาล้าน ๆ ปีแล้ว และแกะก็ได้กินดอกไม้มาตลอดระยะเวลาอันยาวนานนั้นด้วย ถ้าเช่นนั้นมันเป็นการไร้สาระละหรือที่เราจะพยายามหาสาเหตุว่าดอกไม้สร้างหนามขึ้นมาเพื่อประโยชน์อันใด สงครามระหว่างแกะและดอกไม้ไม่มีความสำคัญเชียวหรือ ปัญหานี้จะไม่น่าขบคิดและสำคัญกว่าเรื่องบวกเลขของนายแดงอ้วนหรอกรึ และถ้าฉันรู้จักดอกไม้ดอกหนึ่ง ดอกเดียวที่ไม่มีในที่อื่นใดอีกนอกจากโลกของฉัน และถ้าเจ้าแกะน้อยสามารถทำให้ดอกไม้นั้นอันตรธานไปได้ในเช้าวันหนึ่ง โดยที่เจ้าแกะนั้นก็ไม่รู้ว่ามันได้กระทำอะไรลงไป เรื่องนี้ยังเป็นเรื่องไม่สำคัญอีกรึนี่…"

              เขาหน้าแดงก่ำและกล่าวต่อไปอีกว่า

               "ถ้าใครคนหนึ่งรักดอกไม้ดอกหนึ่งซึ่งมีเพียงดอกเดียวเท่านั้นในดวงดาวนับพันล้านดวง เพียงแต่เขาได้มองดูมันเท่านั้นก็ทำให้เขามีความสุขพออยู่แล้ว เขาจึงรำพึงกับตนเองว่า 'ดอกไม้ของฉันอยู่ที่นั่น บนดวงดาวดวงหนึ่งนั้น….' แต่ถ้าแกะกินดอกไม้นั้นไปเสีย ก็เปรียบเสมือนดวงดาวทุกดวงดับพรึบพร้อมกันในสายตาของเขาผู้นั้น และเรื่องนี้เป็นเรื่องไม่สลักสำคัญรึ?"

               เขาไม่สามารถกล่าวอะไรต่อไปได้อีก เขาสะอื้นฮักปล่อยโฮออกมา กลางคืนเข้าครอบคลุม ฉันวางมือจากเครื่องไม้เครื่องมือ ฉันไม่ยี่หระแล้วเจ้าค้อนของฉัน เจ้าตัวน้อตหรือความกระหายน้ำและแม้แต่ความตาย เพราะว่าบนดาวดวงหนึ่ง บนโลก โลกของฉันมนุษย์เรานี้เองแหละ ฉันมีเจ้าชายน้อยที่จะต้องปลอบโยน ฉันโอบเขาในวงแขน กล่อมเขา ฉันบอกกับเขาว่า

               "ดอกไม้ที่เธอรักไม่ได้อยู่ในระหว่างอันตรายเลย…ฉันจะวาดปลอกปากให้มัน ให้เจ้าแกะน้อยของเธอ…และฉันจะวาดเครื่องป้องกันตัวให้ดอกไม้ของเธอด้วย…ฉัน…"
               ฉันไม่รู้จะพูดอะไรอีก ฉันรู้สึกออกจะเก้ ๆ กัง ๆ และขัดเขิน ไม่รู้ว่าจะเข้าถึงเขาได้อย่างไร ไม่รู้ว่าจะปลอบเขาอย่างไรดี เพราะว่าดินแดนแห่งน้ำตานั้นแสนจะเป็นแดนลี้ลับ


 




              ทว่า ฉันรู้จักดอกไม้นั้นดีขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว บนโลกของเจ้าชายน้อยนั้น มีดอกไม้ธรรมดา ๆ ชนิดมีกลีบชั้นเดียวไม่ใหญ่โตกินที่มาก และไม่รบกวนใครทั้งสิ้น มันงอกขึ้นเช้าวันหนึ่งท่ามกลางต้นหญ้า และแล้วมันก็เหี่ยวเฉาไปในตอนเย็น แต่สำหรับเจ้าดอกไม้ดอกนั้นมันเกิดขึ้นจากเมล็ดซึ่งไม่รู้ว่ามาจากไหน


              เจ้าชายน้อยได้ดูแลต้นไม้ที่งอกขึ้นใหม่นี้อย่างเอาใจใส่ เพราะว่าใบของมันแตกต่างจากใบของต้นอื่น ๆ มันอาจจะเป็นต้นไทรชนิดใหม่ก็ได้ แต่ต้นไม้นั้นหาได้เติบโตต่อไปไม่ มันเริ่มเตรียมออกดอก
              เจ้าชายน้อยเฝ้าดูตุ่มนั้นโตขึ้นๆ รู้ดีว่าเมื่อมันบานออกจะต้องเป็นปรากฏการณ์ที่มหัศจรรย์ แต่เจ้าดอกไม้ก็ไม่หยุดยั้งแค่นั้น มันเตรียมที่จะเป็นดอกไม้สวยภายใต้ใบเขียว มันเลือกสีของมันเองอย่างพิถีพิถัน มันแต่งตัวของมันเองอย่างช้า ๆ วางกลีบลงทีละกลีบอย่างพอเหมาะพอเจาะ มันไม่ยับยู่ยี่ออกมาอย่างเจ้าดอกโกเกอลิโก มันต้องการปรากฏตัวก็ต่อเมื่อมันงามพร้อมแล้ว แน่ละ เจ้าดอกไม้นี้ก็ช่างรักสวยรักงามจริง การแต่งตัวของมันกินเวลาวันแล้ววันเล่า

              และแล้วเช้าวันหนึ่งตอนรุ่งอรุณพอดีมันก็แย้มกลีบปรากฏโฉม ทั้งที่แต่งตัวมาอย่างพิถีพิถัน ดอกไม้นั้นก็พูดขึ้นพลางหาวไปด้วยว่า
              "ฉันยังตื่นไม่สนิทดีเลย ฉันต้องขอโทษด้วยนะ ฉันยังไม่ได้หวีผมให้เรียบร้อยด้วย ผมเผ้าก็ยุ่งเหยิงอยู่…"
              เจ้าชายน้อย จึงไม่สามารถอดกลั้นความนิยมชมชื่นไวได้
              "เธอสวยอะไรเช่นนี้ "
              "จริงไหมล่ะจ๊ะ" ดอกไม้ตอบอย่างนุ่มนวล'และฉันก็เกิดพร้อมกับดวงอาทิตย์ขึ้น…'
              เจ้าชายน้อยตระหนักดีว่า ดอกไม้นั้นหาได้มีความเสงี่ยมเจียมตนไม่ แต่เธอก็สวยจับใจเขาทีเดียว
              "ฉันคิดว่าถึงเวลาอาหารเช้าแล้วซินะ" เธอกล่าวขึ้นต่อมาในไม่ช้า"คุณจะกรุณาคิดถึงฉันบ้างสักหน่อย……."
              และเจ้าชายน้อย ทั้ง ๆ ที่ยังงง ๆ ได้ไปหากระป๋องรดน้ำ เพื่อมาสนองความต้องการของเจ้าหล่อน

               เช่นนี้เองที่ดอกไม้ได้ทรมานจิตใจเจ้าชายน้อยแล้วด้วยความฟุ้งเฟ้อหลงตนซึ่งแสนจะเข้าใจยาก เป็นต้นว่า ในวันหนึ่งเมื่อพูดถึงหนามของมัน ดอกไม้ก็กล่าวขึ้นว่า
              "เสือน่ะรึ ให้มันมาได้เลยพร้อมทั้งกรงเล็บของมัน"
              "บนโลกไม่มีเสือหรอก" เจ้าชายน้อยแย้ง "และเสือก็ไม่กินดอกไม้ใบหญ้าด้วย"
              "ฉันไม่ได้เป็นหญ้านี่" ดอกไม้กล่าวตอบอย่างนุ่มนวล
              "ยกโทษให้ฉันเถิด…."
              "ฉันไม่กลัวเสือแม้แต่นิดเดียว แต่ว่าฉันกลัวลมพายุ เธอไม่มีที่กั้นลมหรอกรึ? "

              "เธอเกลียดกลัวลม….เธอโชคไม่ดีเลยนะ…." เจ้าชายน้อยตั้งข้อสังเกต ดอกไม้ดอกนี้รู้สึกวุ่นวายเอาการ
              "ในตอนเย็นเธอต้องหาอะไรมาคลุมฉันนะ บนโลกของเธออากาศหนาวจังเลย มันตั้งไม่เหมาะทำเล สู้ที่ฉันมาไม่ได้….." แต่เธอก็ชะงักแค่นั้น เพราะว่าเธอจากมาในสภาพของเมล็ด เธอจึงไม่มีโอกาสได้รู้จักกับโลกอื่น เธอไอแก้ขวยสองสามที เมื่อเห็นว่าตนเองเผลอพูดปดให้คนอื่นจับได้ และหันไปไล่เบี้ยเอากับเจ้าชายน้อย

              "เรื่องม่านกั้นลมว่าอย่างไรจ๊ะ ?"
              "ฉันกำลังจะไปหาอยู่ทีเดียว แต่เห็นเธอกำลังพูด"
               ดังนั้นเธอยิ่งไอหนักขึ้นเพื่อให้เจ้าชายน้อยเกิดความรู้สึกสำนึกผิด

              ด้วยเหตุดังกล่าวนี้เอง เจ้าชายน้อยจึงเริ่มระแวงดอกไม้ทั้ง ๆ ที่เขามีความรักและหวังดีต่อมัน เขาเอาจริงเอาจังต่อคำพูดไร้สาระจนเกินไป และรู้สึกเป็นทุกข์มาก
              "ฉันไม่ควรไปฟังเธอเลย" เจ้าชายน้อยสารภาพต่อฉันในวันหนึ่ง เราต้องไม่ฟังเรื่องดอกไม้บ่น เราควรสนใจแต่เพียงชมเชยมันและดมมันเท่านั้น ดอกไม้ของฉันทำให้โลกของฉันหอมหวล แต่ฉันไม่รู้จักปลาบปลื้มและรู้สึกแต่เพียงแค่นั้น

เรื่องเกี่ยวกับกรงเล็บกวนใจฉันอยู่เรื่อยนั้นทำให้ฉันใจอ่อน เขาเล่าความในใจต่อไปว่า

              "ฉันไม่เข้าใจอะไรเสียเลยในตอนนั้น ฉันควรจะรู้จักตัดสินเธอจากการกระทำของเธอและมิใช่คำพูดของเธอ เธอทำให้โลกของฉันหอมหวลแจ่มใส ฉันจึงไม่ควรหนีจากเธอมาเลย ฉันควรจะเห็นความอ่อนหวานที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเจ้าเล่ห์แสนกลของเธอ ดอกไม้ก็มีอารมณ์หวั่นไหวง่ายเช่นนี้เสมอแหละ ฉันยังเด็กเกินกว่าที่จะรู้จักรักเขา"


 






                ฉัน เข้าใจว่า เจ้าชายน้อยได้ฉวยโอกาสการย้ายถิ่นที่อยู่ของนกป่าเพื่อการหนีมาคราวนี้

                ในตอนเช้าก่อนที่จะจากไป เขาจัดโลกของเขาให้เป็นระเบียบ และจัดแจงขูดเขม่าไฟที่ปล่องภูเขาไฟซึ่งกำลังพ่นควัน นับว่าเหมาะสำหรับใช้เป็นที่อุ่นอาหารเช้ามาก เขายังมีภูเขาไฟที่ดับแล้วลูกหนึ่งด้วย และอย่างที่เขากล่าวว่า
                " ไม่มีวันละที่คนเราจะรู้ว่าอะไรเกิดขึ้น"


                ดังนั้นเขาจึงขุดปล่องภูเขาที่ดับนั้นด้วย ทั้งนี้เนื่องจากว่า ถ้าขูดเขม่าดี…ภูเขาไฟจะคลุกรุ่นอยู่โดยสม่ำเสมอ ไม่รุนแรง ภูเขาไฟก็เปรียบเสมือนปล่องไฟในบ้าน แต่ทว่าบนพื้นโลกของเรา มนุษย์เราเล็กเกินกว่าที่จะไปขูดเขม่าภูเขาไฟได้ ด้วยเหตุฉะนี้ที่ทำให้ภูเขาไฟก่อความเสียหายให้เรามากมาย

                เจ้าชายน้อยถอนต้นหญ้าซึ่งเพิ่งงอกขึ้นมาอย่างเศร้าสร้อย เขาคิดว่าเขาไปคราวนี้จะไม่กลับมาอีก แต่งานประจำวันเหล่านี้ช่างมีความหมายต่อเจ้าชายน้อย สำหรับเช้าวันนี้ และเมื่อเขาไปรดน้ำดอกไม้เป็นครั้งสุดท้าย ตระเตรียมหาที่บังแดดลมให้หล่อน เขาก็อยากจะร่ำไห้เป็นที่สุด

                "ลาก่อน" เขากล่าวขึ้นกับดอกไม้ แต่หล่อนมิได้ตอบ
                "ลาก่อน" เขากล่าวซ้ำ ดอกไม้กระแอมไอ แต่มิใช่เพราะเจ้าหล่อนเป็นหวัดหรอก
                "ฉันนี่โง่เขลาจริงๆ " หล่อนพูดขึ้นในที่สุด "ฉันขอโทษเธอด้วยนะ จงพยายามทำตัวให้มีความสุขนะ"

               เจ้าชายน้อยรู้สึกแปลกใจที่ไม่มีการค่อนขอดติเตียนเหมือนเช่นเคย เขาจึงนิ่งงันไป ถือฝาครอบแก้วค้างอยู่ เขาไม่เข้าใจความอ่อนหวานอย่างสงบเงียบนี้

                "ฉันรักเธอจริง ๆ นะ " ดอกไม้กล่าวกับเขา "เธอไม่รู้หรอกรึนี่ เป็นความผิดของฉันเอง แต่ไม่เป็นไร อันที่จริงเธอเองก็โง่พอ ๆ กับฉันแหละ พยายามทำตนให้เป็นสุขเถิด ทิ้งเจ้าฝาครอบแก้วเสียเถอะ ฉันไม่ต้องการมันสักหน่อย"
                "แต่ลม….."
                "ฉันไม่ได้เป็นหวัดรุนแรงถึงขั้นนั้นหรอกจ้ะ อากาศเย็น ๆ ตอนค่ำคืนทำให้ฉันสดชื่น ฉันเป็นดอกไม้นะ"
                "แต่พวกสัตว์ร้าย……"
                "ฉันต้องทนพวกตัวหนอนบ้าง ถ้าฉันต้องการรู้จักกับผีเสื้อดูเหมือนว่าเป็นสิ่งที่สวยงามทีเดียว มิเช่นนั้นใครที่ไหนเล่าจะมาเยี่ยมเยียนฉัน ในเมื่อเธอจากไปไกล ส่วนพวกสัตว์ร้ายนั่น ฉันไม่กลัวมันหรอก ฉันมีหนามแหลม" และเจ้าหล่อนก็ชี้ให้เห็นหนามแหลม ๔ หนามของหล่อนและกล่าวเสริมว่า
                "อย่ามัวชักช้าอยู่เลย น่ารำคาญออก ในเมื่อเธอตัดสินใจจะไปแล้ว ก็ไปเสีย" ทั้งนี้เพราะหล่อนไม่อยากให้เขาเห็นว่าหล่อนร้องไห้
                   ช่างเป็นดอกไม้ที่เย่อหยิ่งอะไรเช่นนี้…


 



๑๐

                    เจ้า ชายน้อยอยู่ในบริเวณดาวเบอร์ ๓๒๕,๓๒๖,๓๒๗,๓๒๘,๓๒๙ และ ๓๓๐ เขาเริ่มท่องเที่ยวไปบนดวงดาวเหล่านี้เพื่อหาสิ่งที่น่าสนใจทำ และเพื่อศึกษาหาความรู้ ดาวดวงแรกเป็นที่ประทับของพระราชา พระราชาประทับบนบัลลังก์ธรรมดา ๆ แต่ทว่าสง่าผ่าเผย ฉลองพระองค์สีแดงทำด้วยขนสัตว์

                  "แน่ะ ข้าราชบริพารมาคนหนึ่งแล้ว" พระราชาร้องขึ้นเมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นเจ้าชายน้อย เจ้าชายสงสัยอยู่ในใจว่า
                  "ทำไมเขารู้จักฉันนะ ในเมื่อเขาไม่เคยเห็นหน้าฉันมาก่อนเลย"

                   เจ้าชายน้อยไม่ทราบหรอกว่า สำหรับพระราชานั้น โลกทั้งโลกแสนจะธรรมดาสำหรับพระองค์ และมนุษย์ทุกคนคือข้าราชบริพาร

                   "เข้ามาใกล้ ๆ ให้ฉันมองดูเจ้าให้ชัดหน่อยซิ" พระราชาตรัสขึ้นอย่างภาคภูมิใจที่ได้เป็นพระราชาเบื้องหน้าคน เจ้าชายน้อยมองหาที่นั่ง แต่ดาวทั้งดวงนี้ปกคลุมไปด้วยฉลองพระองค์งามตัวนั้น เขาจึงยืนและหาวด้วยความเหนื่อยอ่อน

                   " เจ้าต้องไม่หาวต่อหน้ากษัตริย์ เป็นการผิดมารยาท ฉันขอสั่งห้าม" พระราชาตรัส
                   "ฉันกลั้นไม่ได้นี่" เจ้าชายน้อยตอนอย่างงง ๆ "ฉันเดินทางมานานและไม่ได้นอนเลย"
                   "ถ้าอย่างนั้นละก็ ฉันอนุญาตให้เจ้าหาวได้ ฉันไม่เห็นคนหาวมานานแล้ว การหาวนับว่าเป็นของแปลกสำหรับฉัน เอ้าหาวเข้าซิ นี่เป็นคำสั่งนะ"
                   "ท่านทำให้ฉันเกิดอาย ฉันหาวไม่ออกแล้วละ" เจ้าชายน้อยตอบหน้าแดง
                   "อืม….ถ้าเช่นนั้นฉันอนุญาตให้เจ้าหาวหรือไม่ก็…."

                   พระราชาตรัสตะกุกตะกักและออกจะเคือง ๆ อยู่ เพราะเหตุว่าพระราชาถือยิ่งนักเรื่องให้คนเคารพเชื่อฟังปฏิบบัติตามคำสอนของพระองค์ พระองค์ไม่ยินยอมให้มีการไม่นบนอบเกิดขึ้น ด้วยเหตุว่าพระองค์เป็นพระราชาแบบสมบูรณาญาสิทธิราช แต่เนื่องจากว่าพระองค์ดีมาก พระองค์จึงออกคำสั่งที่สมเหตุสมผลเท่านั้น

                   "ถ้าหากฉันสั่ง" พระองค์กล่าวเรื่อยเจื้อย "เป็นต้นว่า ถ้าฉันจะสั่งให้นายพลเปลี่ยนเป็นนกทะเล แต่ถ้านายพลไม่เชื่อฟัง มันก็ไม่ใช่ความผิดของนายพล แต่ทว่าเป็นความผิดของฉันเอง"
                   "ขอนั่งหน่อยเถิดนะ" เจ้าชายน้อยถามอย่างขลาด ๆ
                   "ฉันอนุญาตให้เจ้านั่งลงได้" พระราชาตอบ พลางขยับชายเสื้อคลุมขนสัตว์อย่างสง่าผ่าเผย แต่เจ้าชายน้อยแปลกใจ ดาวดวงนี้เล็กมาก พระราชาจะปกครองอะไรได้บ้างนะ?

                   "ใต้ฝ่าพระบาท หม่อมฉันขออภัยที่จะต้องถามหน่อยเถิด…"
                   "ฉันอนุญาตให้เจ้าถามได้" พระราชารีบตรัส
                   "พระองค์ปกครองอะไรพระเจ้าข้า?"
                   "ทุกสิ่งแหละ" พระราชารับสั่งตอบอย่างสะดวกดาย
                   "ปกครองทุกสิ่ง?" พระราชาโบกพระหัตถ์ไปรอบ ๆ ดวงดาวของพระองค์ ดวงดาวดวงอื่น ๆ โดยรอบ
                   "ทั้งหมดนี่เลยรึ" เจ้าชายน้อยถาม
                   "ทั้งหมดนี่แหละ…" พระราชาตอบ พระองค์มิได้เป็นแต่เพียงพระราชาที่ทรงอำนาจสูงสุด แต่เป็นพระราชาแห่งพิภพด้วย
                   "และดวงดาวทั้งหลายเชื่อฟังพระองค์ดีอยู่รึ?"
                   "แน่นอน" พระราชาตอบ "ดวงดาวทั้งหมดเชื่อฟังฉันทันที ฉันไม่ยอมให้มีการดื้อดึงหรอก"

                   อำนาจเช่นนั้นก่อความมหัศจรรย์ให้เจ้าชายน้อยมาก ถ้าเขาได้ครอบครองจักรวาลเช่นเดียวกันนั้น เขาคงได้เห็นอาทิตย์อัสดงไม่เพียงเฉพาะ ๔๔ ครั้ง แต่ทว่า ๗๒ ครั้ง หรือแม้กระทั่งร้อยครั้งสองร้อยครั้งภายในหนึ่งวัน โดยมิต้องเลื่อนเก้าอี้เลย เนื่องจากเขารู้สึกเศร้าสร้อยเมื่อระลึกถึงดวงดาวที่เขาละทิ้งมา เขาจึงกล้าพอที่จะขอความกรุณาจากพระราชา
                   "ฉันอยากเห็นดวงอาทิตย์อัสดง กรุณาสั่งให้ดวงอาทิตย์ตกหน่อยเถิด…"
                  "ถ้าหากฉันสั่งให้นายพลคนหนึ่งบินจากดอกไม้ดอกหนึ่งไปยังดอกไม้อีกดอกหนึ่งอย่างผีเสื้อละก็ หรือให้เขียนโศกนาฏกรรม หรือให้เปลี่ยนร่างเป็นนกทะเล และถ้านายพลผู้นั้นไม่ทำตามคำสั่งที่ได้รับ ใครเล่าเป็นคนผิดในกรณีนี้"
                   "ท่านย่อมเป็นฝ่ายผิด" เจ้าชายน้อยตอบอย่างหนักแน่น
                   "ใช่แล้ว ฉะนั้น เราต้องไม่ขอร้องให้ใครทำอะไรที่เกินกำลังเขา อำนาจย่อมตกอยู่บนรากฐานแห่งเหตุผลเป็นประการแรก ถ้าเจ้าสั่งให้ประชาชนของเจ้าไปกระโดดทะเลตาย พวกเขาก็จะทำการปฏิวัติ ส่วนฉันมีสิทธิ์เรียกร้องความนบนอบเชื่อฟัง เพราะว่าคำสั่งฉันนั้นสมเหตุสมผล"
                   "เรื่องอาทิตย์อัสดงล่ะ" เจ้าชายน้อยเตือน เขาไม่เคยลืมสิ่งที่เขาถามเลย
                   "อ๋อ อาทิตย์อัสดงน่ะรึ เจ้าจะได้มัน ฉันจะให้เป็นเช่นนั้น แต่ฉันรอก่อน มันเป็นเทคนิคของการปกครอง ที่ฉันจะต้องรอให้สภาพการณ์อำนวยเสียก่อน"
                   "เมื่อไรเล่า?" เจ้าชายน้อยถาม
                   "ฮะแอ้ม" พระราชามองดูปฏิทิน "อาทิตย์จะตกตอนประมาณทุ่มสี่สิบ แล้วเจ้าจะเห็นว่า มันจะตกตอนที่ฉันสั่งทีเดียว"

                   เจ้าชายน้อยหาว เขารู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ดูอาทิตย์อัสดง และเขาออกรู้สึกเบื่อ ๆ แล้วด้วย
                   "ฉันไม่มีอะไรจะทำที่นี่แล้วละ" เขากล่าวกับพระราชา "ฉันจะไปละนะ"
                   "อย่าเพิ่งไป" พระราชาผู้ซึ่งแสนจะภาคภูมิใจที่มีข้าราชบริพารกะเขาอยู่คนหนึ่ง "อย่าเพิ่งไปเลย ฉันจะตั้งให้เจ้าเป็นรัฐมนตรี"
                   "รัฐมนตรีอะไร?"
                   "…ว่าการยุติธรรม"
                   "แต่ไม่มีคนผิดให้เราตัดสินนี่"
                   "เราก็ยังไม่รู้แน่นะ ฉันเองยังไม่ได้สำรวจทั่วอาณาจักรของฉันเลย ฉันไม่มีที่ไว้รถด้วย การเดินสำรวจก็ทำให้ฉันเหนื่อยมาก"
                   "แต่ฉันเห็นแล้วละ" เจ้าชายน้อยกล่าวพลางเอี้ยงตัวไปดูอีกซีกหนึ่งของดวงดาว "ไม่มีใครอยู่หรอก"
                   "เจ้าตัดสินตัวเจ้าเองซิ"พระราชากล่าวตอบ
                   "เป็นหน้าที่ที่ยากที่สุดละ การที่คนเราจะตัดสินตัวเองมากกว่าตัดสินผู้อื่น ถ้าเจ้าตัดสินตัวเจ้าเองได้เป็นผลสำเร็จดีละก็ นับว่าเจ้าเป็นปราชญ์โดยแท้คนหนึ่งทีเดียว"
                   "ตัวฉันนะรึ ฉันสามารถตัดสินตัวฉันเองได้ไม่ว่าที่ใด ฉันไม่จำเป็นต้องอาศัยอยู่ที่นี่หรอก"
                   "อืม ฉันคิดว่าบนดาวดวงนี้ของฉันน่ะ มีหนูแก่อยู่ตัวหนึ่ง ฉันได้ยินเสียงของมันในตอนกลางคืน เจ้าอาจตัดสินหนูตัวนี้ เจ้าตัดสินลงโทษประหารชีวิตมันในบางครั้งคราว ชีวิตของมันก็ขึ้นอยู่กับความยุติธรรมของเจ้า แต่เจ้าก็ควรอภัยโทษให้มัน แต่ละครั้งเสียเพื่อออมมันไว้เพราะว่ามันมีเพียงตัวเดียวเท่านั้น"
                   "ฉันไม่ชอบตัดสินประหารชีวิตใครหรอก ฉันคิดว่าฉันไปละ"
                   "อย่าไปนะ" พระราชากล่าว

                   แต่เจ้าชายน้อยไม่อยากก่อความเจ็บช้ำน้ำใจให้พระราชา ดังนั้นเมื่อเขาเตรียมตัวพร้อมสรรพ เขาจึงกล่าวขึ้นว่า
                   "ถ้าหากพระองค์ต้องการให้เรานบนอบต่อพระองค์อย่างเคร่งครัด พระองค์ต้องสั่งอย่างสมเหตุผล พระองค์อาจจะสั่งให้หม่อมฉันไปเสียเดี๋ยวนี้เลย ดูเหมือนว่าสภาพการณ์ก็อำนวยอยู่ด้วย……."
                   พระราชาไม่ตรัสว่ากระไร เจ้าชายน้อยลังเลใจในขั้นแรกและแล้วก็เริ่มออกเดินทางพลางถอนใจ
                   "ฉันให้เจ้าเป็นเอกอัครราชทูตฉันนะ" พระราชายังตะโกนบอก พระองค์มีท่าทางวางอำนาจ

                   "พวกคนใหญ่คนโตมักจะแปลก ๆ อย่างนี้แหละ"
                   เจ้าชายน้อยปรารภกับตนเองระหว่างการเดินทาง


 



๑๑

ดาว
ดวงที่สองมีชายหลงตนอาศัยอยู่

                 "อ้า มีคนนิยมฉันมาหาคนหนึ่งละ"
                 ชายหลงตนร้องขึ้นเมื่อเห็นเจ้าชายน้อยแต่ไกล ทั้งนี้เนื่องจากคนพวกนี้เห็นคนอื่นเป็นผู้นิยมชมชอบเขาทั้งสิ้น

                 "สวัสดี" เจ้าชายน้อยกล่าว "คุณสวมหมวกทรงประหลาดดี"
                "ฉันใส่ไว้เพื่อถอดโค้งคำนับเวลามีคนตบมือโห่ร้องให้ฉันไงล่ะ โชคร้ายหน่อยที่ไม่มีใครผ่านมาทางนี้เลย"
                 "อ้อ อย่างนั้นรึ" เจ้าชายน้อยไม่เข้าใจอะไรเลย
                 "ตบมือเข้าสิ" ชายหลงตนกล่าวแนะนำ เจ้าชายน้อยก็ตบมือใหญ่ ชายหลงตนโค้งคำนับอย่างเสงี่ยมเจียมตน พลางถอดหมวกออก
                 "สนุกกว่าไปเยี่ยมพระราชาเสียอีก" เจ้าชายน้อยนึก และเขาก็เริ่มตบมือใหญ่ ชายหลงตนก็โค้งคำนับพลางถอดหมวกอีกครั้ง

                 หลังจากตบมือได้สัก ๕ นาทีเจ้าชายน้อยก็ชักเบื่อกับการเล่นซ้ำ ๆ ซาก
                 "ทำอย่างไรจึงจะทำให้หมวกตกได้นะ ?" เขาถามแต่ชายหลงตนไม่ได้ยิน เขาได้ยินก็ต่อเมื่อคนชมเท่านั้น
                 "เจ้านิยมชมชอบฉันมากจริง ๆ รึนี่? "เขาถามเจ้าชายน้อย
                 "นิยมชมชอบหมายความว่าอย่างไร? "
                 "หมายความว่ายอมรับฉันเป็นคนหล่อที่สุด แต่งตัวดีที่สุด รวยที่สุด และฉลาดที่สุดบนดาวดวงนี้น่ะซิ"
                 "แต่ว่าคุณอยู่คนเดียวบนดาวดวงนี้นี่"
                 "ช่วยให้ฉันมีความสุขเถิด นิยมชมชอบฉันเถอะถึงแม้ว่าจะมีเพียงฉันคนเดียว"
                 "ฉันนิยมชมชอบคุณ" เจ้าชายกล่าว พลางยักไหล่
                "แต่ทว่ามันจะก่อให้เกิดประโยชน์อะไรแก่คุณนะ?"

                 แล้วเจ้าชายก็จากไป พวกผู้ใหญ่นี่พิลึกจริง ๆ ทีเดียว เจ้าชายน้อยกล่าวกับตนเองขณะที่เดินทางไป


 



๑๒

                 ดาวดวงต่อมาเป็นที่อยู่ของนักดื่มคนหนึ่ง เจ้าชายน้อยอยู่บนดาวดวงนี้เพียงระยะเวลาอันสั้น แต่ก็ทำให้เขาเศร้าสลดใจมากทีเดียว
                 "คุณทำอะไรอยู่นะ?

                 เขาถามนักดื่มซึ่งนั่งเอียงอยู่หน้าขวดเปล่ากองหนึ่ง และขวดเหล้าเต็มอีกกองหนึ่ง
                  "ฉันดื่มอยู่" ชายนักดื่มกล่าวอย่างเศร้าซึม
                  "ทำไมคุณจึงดื่ม" เจ้าชายน้อยถาม
                  "เพื่อลืมนะซิ" เขาตอบ
                  "เพื่อลืมอะไร?" เจ้าชายน้อยถาม ด้วยความสงสารจับใจ

                  "เพื่อลืมว่าฉันต้องอับอายขายหน้า"
                    นักดื่มสารภาพพลางก้มหน้า

                  "อับอายเรื่องอะไร"
                   เจ้าชายน้อยอยากจะช่วยเขาจึงไต่ถาม
                  "เรื่องที่ต้องดื่ม" ชายนักดื่มตอบแล้วก็นิ่งเงียบ

                 เจ้าชายน้อยก็จากไป งงงัน
                 พวกคนมีอายุนี่แปลกมากเอาทีเดียว เขาปรารภขณะเดินทางไป


 



๑๓


                ดวง ดาวที่สี่เป็นดวงดาวของนักการค้า ชายผู้นี้วุ่นเสียจนไม่มีเวลาเงยหน้าดูเมื่อเจ้าชายน้อยมาถึง
                "สวัสดี" เจ้าชายน้อยทัก "บุหรี่ของคุณดับแล้วแน่ะ"
                "สามบวกสองเป็นห้า ห้ากับเจ็ดเป็นสิบสอง สิบสองและสามเป็นสิบห้า สวัสดี สิบห้ากับเจ็ดเป็นยี่สิบสอง ยี่สิบสองกับอีกหกเป็นยี่สิบแปด ไม่มีเวลาจุดมันใหม่หรอก ยี่สิบหกหับอีกห้าเป็นสามสิบเอ็ด เฮ้อ ก็รวมเป็นห้าร้อยเอ็ดล้านหกแสนสองหมื่นสองพันเจ็ดร้อยสามสิบเอ็ด"
                "ห้าร้อยล้านอะไร?"

                "อะไรนะ เจ้ายังอยู่ที่นี่อีกรึ ห้าร้อยล้าน…ฉันก็ไม่รู้แล้วละ ฉันมีงานมากทีเดียว ฉันทำงานจริงจังนะ ฉันไม่เหลวไหลเล่นหรอก สองกับห้าเจ็ด…."
                "ห้าร้อยล้านอะไรเล่า?" เจ้าชายน้อยถามซ้ำ เขาไม่เคยล้มเลิกคิดตามถามสิ่งที่เขาต้องการรู้เลย นักการค้าเงยหน้าขึ้น

               "ฉันอยู่บนดาวดวงนี้ ๕๔ ปีมาแล้ว ฉันถูกกวนสามหนเท่านั้น ครั้งแรกเมื่อ ๒๒ ปีก่อน มีเป็ดตัวหนึ่งตกมาจากไหนก็ไม่รู้ มันมาส่งเสียงหนวกหู จนฉันบวกเลขผิดไปสี่แห่ง ครั้งที่สองเมื่อ ๑๑ ปีที่แล้วนี้ ฉันเกิดเป็นโรคปวดกระดูก ฉันมันไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย ฉันไม่มีเวลาไปเดินเล่นนี่ ฉันเป็นคนเอาจริงเอาจังนะ ครั้งที่สามก็ครั้งนี้ละ ฉันว่าไว้ห้าร้อยเอ็ดล้าน…"
                "ล้านอะไร"

                นักธุรกิจเข้าใจดีว่าเขาจะไม่มีวันได้รับความสงบเป็นอันขาด
                "ของเล็ก ๆ ที่เรามองเห็นบนท้องฟ้าบางครั้งนะซิ"
                "ตัวแมลงรึ?"
                "ไม่ใช่ของเล็ก ๆ ที่มีแสงเรือง"
                "ผึ้งรึ?"
                "ไม่ใช่ ของเล็ก ๆ สีทองที่เจ้าพวกคนขี้เกียจฝันถึง แต่ฉันเป็นคนเอาจริงนะ ฉันไม่มีเวลามานั่งฝันหรอก"
                "อ๋อ ดวงดาวใช่ไหม?"
                "นั่นแหละ ใช่เลย"
                "แล้วคุณทำอะไรกับดวงดาวห้าร้อยล้านดวงล่ะ?"
              ห้าร้อยเอ็ดล้านหกแสนสองหมื่นสองพันเจ็ดร้อยสามสิบเอ็ด ฉันเป็นคนเอาจริง เห็นไหม ฉันทำถี่ถ้วน"
                " คุณทำอะไรกับดวงดาวเหล่านั้น"
                "สิ่งที่ฉันทำกับมันน่ะรึ"
                "จ้ะ"
                "เปล่า ฉันเป็นเจ้าของมันไงล่ะ"
                "คุณรึเป็นเจ้าของดวงดาว"
                "ใช่ล่ะ"
                "แต่ฉันเห็นพระราชาองค์หนึ่งแล้วนี่…"
                "พระราชามิได้เป็นเจ้าของ พระองค์ปกครอง มันต่างกันมากนะ"
                "การเป็นเจ้าของดวงดาวนั้นมีประโยชน์อย่างไร"
                "มันก็ทำให้ฉันร่ำรวยน่ะซิ"
                "และการที่คุณร่ำรวยนั้นทำอะไรให้คุณได้บ้าง"
                "ทำให้ฉันซื้อดาวอื่น ๆ ได้อีกน่ะซิ ถ้ามีคนพบดาวดวงใหม่ ๆ"

                เจ้าชายน้อยรำพึง ชายผู้นี้คิดแบบเดียวกับคนเมา อย่างไรก็ตาม เขาก็ตั้งคำถามขึ้นอีกว่า
                "ทำอย่างไรจึงจะเป็นเจ้าของดวงดาวได้?้"
                "มันเป็นของของใครล่ะ?" นักการค้าถามอย่างพิถีพิถัน
                "ฉันเองก็ไม่รู้ ไม่มีใครเป็นเจ้าของหรอกกระมัง"
                "ถ้าเช่นนั้นมันก็ต้องเป็นของฉัน เพราะว่าฉันคิดขึ้นก่อน"
                "เท่านั้นก็พอรึ"
                "แน่ละ เมื่อเจ้าพบเพชรซึ่งไม่มีเจ้าของ มันก็ตกเป็นของเจ้า เมื่อเจ้าพบเกาะที่ไม่มีเจ้าของ เจ้าก็จะได้มัน เมื่อเจ้าคิดขึ้นมาได้ก่อนเจ้าจดลิขสิทธิ์ มันก็ต้องตกอยู่ในกรรมสิทธิ์ของเจ้า เช่นเดียวกับที่ข้าได้เป็นเจ้าของดวงดาว เพราะว่าไม่มีใครคิดก่อนฉันที่จะยึดมันเป็นสมบัติ"
                "จริงซินะ แล้วคุณทำอะไรกับดวงดาวเหล่านั้นล่ะ"
                "ฉันก็จัดระเบียบมัน ฉันนับมันแล้วนับมันอีก" นักการค้าตอบ "การนับยากมากทีเดียว แต่ฉันเป็นคนทำงานจริง"


                เจ้าชายน้อยก็ยังไม่พอใจ
                "ถ้าฉันเป็นเจ้าของผ้าพันคอผืนหนึ่ง ฉันเอามาพันคอได้และเอาไปกับฉัน ถ้าฉันเป็นเจ้าของดอกไม้ฉันก็สามารถเด็ดมันได้และเก็บมันไปด้วย แต่คุณไม่สามารถเอาดวงดาวไปได้นี่"
                "ฉันเอาไม่ได้ก็จริง แต่ฉันใส่ไว้ในธนาคารได้"
                "หมายความว่าอย่างไร"
                "หมายความว่า
               ฉันเขียนจำนวนดวงดาวของฉันทั้งหมดไว้บนกระดาษแผ่นเล็ก ๆ และแล้วฉันก็เก็บกระดาษแผ่นนั้นใส่ลิ้นชักลั่นกุญแจ"
                "เท่านั้นเองรึ"
                "แค่นั้นก็พอ"
                "ตลกดี" เจ้าชายน้อยนึกในใจ ออกจะแปลกอยู่ แต่ก็ไม่เป็นเรื่องเท่าใดนัก

                เจ้าชายน้อยมีความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่เป็นจริงเป็นจัง แตกต่างจากความคิดเห็นของผู้ใหญ่
                "ฉันมีดอกไม้อยู่ดอกหนึ่ง ฉันรดน้ำให้มันทุกวัน ฉันมีภูเขาไฟอยู่สามลูกซึ่งฉันกวาดเถ้าถ่านทุกสัปดาห์ ฉันกวาดภูเขาลูกที่ดับแล้วด้วย เพราะเราไม่รู้แน่จริงไหม การที่ฉันเป็นเจ้าของภูเขาไฟและดอกไม้นั้น ฉันทำประโยชน์ให้กับมัน แต่คุณไม่เห็นทำประโยชน์ให้ดวงดาวต่าง ๆนั้นเลยนี่…"

                นักธุรกิจอ้าปากจะตอบโต้ แต่นึกคำพูดไม่ออก เจ้าชายน้อยจึงเดินทางจากไป พลางนึกในใจว่าผู้ใหญ่นี่แปลกเอาเสียจริง ๆ


 



INDEX TOP NEXT
home