INDEX BOTTOM NEXT




เจ้าชายน้อย


๑๔

                ดวง ดาวที่ห้าแปลกน่าสนใจมาก เป็นดวงดาวเล็กที่สุด มันมีที่สำหรับพอตั้งเสาไฟฟ้าต้นหนึ่งและคนจุดโคมยืนเท่านั้น เจ้าชายน้อยไม่สามารถเข้าใจได้ว่า เสาไฟฟ้าและคนจุดโคมจะมีความสำคัญหรือเป็นประโยชน์ประการใดบนดวงดาวที่ไม่มีบ้านเรือนและผู้คน
              อย่างไรก็ตาม เขาก็กล่าวกับตนเองว่า
             "ถึงแม้ชายคนนี้จะไร้ความหมายก็ตาม แต่เขาก็ยังไร้ความหมายน้อยกว่าพระราชา คนหลงตน นักธุรกิจหรือนักดื่ม อย่างน้อยงานของเขาก็มีความหมายเมื่อเขาจุดไฟในโคม ก็เช่นเดียวกับว่าเขาได้ก่อให้เกิดดวงดาวที่สุกใสขึ้นอีกดวงหนึ่ง หรือเพิ่มดอกไม้ขึ้นอีกดอกหนึ่ง และเมื่อเขาดับโคมก็เป็นระยะที่ดวงดาวหรือดอกไม้พักผ่อนนอนหลับ
นับว่าเป็นงานที่งดงาม เป็นงานที่เป็นประโยชน์โดยแท้จริง ด้วยเหตุว่ามันเป็นงานที่หมดจดงดงาม

                เมื่อเจ้าชายน้อยมาถึงดาวดวงนี้ เขาก็โค้งคำนับคนจุดโคมอย่างนอบน้อม
                "สวัสดี ทำไมคุณถึงดับตะเกียงของคุณเสียล่ะ?"
                "เป็นคำสั่งตามหน้าที่นี้ สวัสดี" คนจุดโคมตอบ
                "คำสั่งตามหน้าที่คืออะไร?"
                "คือต้องดับไฟในตะเกียงน่ะซิ ลาก่อน" แล้วเขาก็จุดโคมใหม่
                "ทำไมถึงจุดตะเกียงอีกล่ะ?"
                "เป็นคำสั่งตามหน้าที่" คนจุดโคมตอบ
                "ฉันไม่เห็นเข้าใจเลย" เจ้าชายน้อยกล่าว
                "ก็ไม่มีอะไรที่ต้องเข้าใจนี่ คำสั่งตามหน้าที่ ก็คือคำสั่งตามหน้าที่ สวัสดี" แล้วเขาก็ดับโคมของเขา ต่อจากนั้นเขาก็ซับหน้าผากด้วยผ้าเช็ดหน้าตาหมากรุกสีแดง

                "อาชีพที่ฉันทำอยู่นี่แย่มาก เมื่อก่อนนี้เป็นอาชีพที่ดีสมควรอยู่หรอก ฉันดับไฟตอนเช้า และ จุดไฟในตอนเย็น ตลอดวันฉันก็ว่างได้พักผ่อน และตลอดกลางคืนก็ได้นอน"
                "และตั้งแต่นั้นมาล่ะ คำสั่งตามหน้าที่เปลี่ยนแปลงไปรึ?"
                "คำสั่งตามหน้าที่มิได้เปลี่ยนไปหรอก นั่นแหละคือจุดโศกนาฏกรรมล่ะ ดาวมันยิ่งหมุนเร็วเข้าทุกปี และคำสั่งตามหน้าที่มันก็ไม่ได้เปลี่ยนไปด้วย"
                "ถ้าเช่นนั้น"
                "เพราะว่าเดี๋ยวนี้ดาวมันหมุนรอบตัวมันเองใน ๑ นาที ฉันก็เลยไม่มีเวลาพักผ่อนสักนาทีเดียว ฉันจะต้องจุดตะเกียงและดับตะเกียงทุก ๆ ๑ นาที"
                "แปลกนะที่บนโลกของเธอวันหนึ่งนานเพียงนาทีเดียว"
                "ไม่เห็นแปลกสักนิดเดียว นี่ตั้งหนึ่งเดือนแล้วนะที่เราคุยกันอยู่"
                "เดือนหนึ่งเชียวรึ"
                " ๓๐ นาทีก็เท่ากับ ๓๐ วัน ลาก่อน" แล้วเขาก็จุดไฟใหม่

                เจ้าชายน้อยมองดูคนจุดโคม เขารักชายผู้นี้ซึ่งซื่อตรงต่อหน้าที่ของตนเอง เขาระลึกถึงตอนที่เขาใฝ่ฝันหาอาทิตย์อัสดง โดยการเลื่อนเก้าอี้ตามดู เขาถึงอยากจะช่วยเหลือชายผู้นี้

               "เธอรู้ไหม…ฉันมีวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้เธอได้พักผ่อนเมื่อเธออยากจะพัก"
                "ฉันอยากจะพักเสมอแหละ" คนจุดโคมตอบ คนเราก็อาจจะซื่อตรงต่อหน้าที่และเกียจคร้านได้ในเวลาเดียวกัน เจ้าชายน้อยกล่าวสืบไปว่า
                "ดวงดาวของเธอเล็กขนาดที่เธอเดินเพียง ๓ ก้าวก็รอบเธอก็เพียงแต่เดินช้า ๆ ไปเรื่อย ๆ เพื่ออยู่ในด้านกลางวันตลอดเวลา เมื่อเธออยากจะพักเธอก็เดินไปเรื่อย ๆ วันก็จะยาวนานเท่าตราบที่เธอประสงค์"
                "ไม่เห็นจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นเลย สิ่งที่ฉันชอบในชีวิตนี้ก็คือ การนอน"
                  "โชคไม่ดีเลยนะ" เจ้าชายน้อยกล่าว
                "โชคไม่ดีเลยนะซิ สวัสดี" แล้วเขาก็ดับตะเกียง

                เจ้าชายน้อยรำพึง ขณะที่เขาเดินทางต่อไปเรื่อย ๆ ชายผู้นี้อาจถูกคนอื่น เช่นพระราชา คนหลงตน นักดื่ม และนักธุรกิจเหยียดหยาม อย่างไรก็ตามสำหรับฉันแล้วเขาเป็นบุคคลเพียงคนเดียวที่ไม่น่าขันเลย ทั้งเห็นจะเป็นเพราะเหตุที่ว่า เขาไม่ได้สนใจตนเองแต่ทว่าสนใจในสิ่งอื่น

                เจ้าชายน้อยถอนใจอย่างเสียดาย และนึกต่อไปว่า
                "ชายผู้นี้เป็นคน ๆ เดียวที่ฉันพอจะคบเป็นเพื่อนได้ แต่ดวงดาวของเขาแสนที่จะคับแคบ มันมีที่ไม่พอสำหรับคนสองคน…."

                สิ่งที่เจ้าชายน้อยไม่กล้าสารภาพ ก็คือเขาเสียดายที่ดาวดวงนี้มีอาทิตย์อัสดงถึงสี่พันสี่สิบครั้งใน ๒๔ ชั่วโมง !


 



๑๕

               ดาว ดวงที่หกใหญ่กว่าดาวดวงที่ห้าอยู่ประมาณ ๑๐ เท่า มีชายแก่อาศัยอยู่ เขากำลังเขียนหนังสือเล่มโต
               "อ้อ นี่คือนักสำรวจคนหนึ่ง" เขาร้องทักเมื่อเห็นเจ้าชายน้อย เจ้าชายน้อยนั่งลงบนโต๊ะ หอบน้อย ๆ เนื่องด้วยเขาเดินทางมามาก
               "เธอมาจากไหน" ชายชราถาม
               "หนังสือเล่มโตนี่หนังสืออะไร" เจ้าชายน้อยถาม "คุณทำอะไรอยู่ที่นี่"

               "ฉันเป็นนักภูมิศาสตร์" ชายชราตอบ
               "นักภูมิศาสตร์คือใคร"
               "นักภูมิศาสตร์เป็นนักปราชญ์ที่รอบรู้ว่าทะเล แม่น้ำ เมือง ภูเขาและทะเลทรายตั้งอยู่ที่ใด"
               "นับว่าสนใจทีเดียว และเป็นอาชีพที่แท้จริงอาชีพหนึ่ง"

               แล้วเจ้าชายน้อยก็กวาดตาไปรอบ ๆ ตัวเขาทั่วดาวภูมิศาสตร์เขายังไม่เคยเห็นดาวดวงใดงามสง่าเท่า
               "ดวงดาวของท่านสวยงามมากทีเดียว ที่นี่มีมหาสมุทรบ้างไหม ? "
               "ฉันไม่สามารถจะทราบได้ "นักภูมิศาสตร์กล่าวตอบ
               "อา…(เจ้าชายน้อยผิดหวัง) และภูเขาเล่า?"
               "ฉันก็ไม่สามารถจะทราบได้เช่นเดียวกัน" นักภูมิศาสตร์ตอบ
               "แต่คุณเป็นนักภูมิศาสตร์นี่"
               "จริงอยู่ แต่ทว่าฉันไม่ใช่นักสำรวจ นักภูมิศาสตร์ไม่มาคอยนั่งนับเมือง แม่น้ำ ภูเขา ทะเล มหาสมุทรหรือทะเลทรายหรอก เขาสำคัญเกินกว่าที่จะมาเดินเล่นได้ เขาจะไม่ออกไปนอกทีทำงานของเขา แต่เขาจะรับนักสำรวจ เขาไต่ถามนักสำรวจ เขาจดบันทึกความทรงจำของนักสำรวจ และถ้าหากความทรงจำของนักสำรวจคนใดน่าสนใจ เขาก็จะลงมือสอบสวนความประพฤติของนักสำรวจผู้นั้น"
               "ทำไมจึงต้องทำเช่นนั้น"
               "เพราะเหตุว่านักสำรวจที่จะพูดปด จะนำเอาภัยพิบัติมาสู่ตำราภูมิศาสตร์ นักสำรวจที่ดื่มมากก็เช่นเดียวกัน"
               "ทำไมหรือ"เจ้าชายน้อยถาม
               "เพราะว่าคนขี้เมาจะมองเห็ํนหนึ่งเป็นสอง ดังนั้นนักภูมิศาสตร์อาจจะบันทึกลงไปว่ามีภูเขาสองลูกในขณะที่ความจริงมีภูเขา่ลูกเดียว"
               "ฉันรูู้้จักบางคน" เจ้าชายน้อยกล่าว "ที่จะเป็็นนักสำรวจแย่ ๆ อย่างที่ว่า"
           "เป็นไปได้ทีเดียว จากนั้นเมื่อแสดงให้เห็นได้ว่าเขามีบุุคคลิกทางศีลธรรมที่ดี เราจึงจะไต่ถามถึงผลการค้นพบของเขา"
               "ต้องมีใครไปดูมันถึงที่ไหม?"
               "ไม่หรอก นั่นมันยุ่งยากเกินไป แต่นักสำรวจก็จะต้องมีสิ่งมาช่วยพิสูจน์ยืนยันการค้นพบของเขา ตัวอย่างเช่น ในคำถามเกี่ยวกับการค้นพบภูเขาขนาดใหญ่ ก็จะต้องมีการนำก้อนหินโต ๆ จากที่นั่นกลับมาด้วย"

               ทันใดนั้นนักภูมิศาสตร์ถูกปลุกเร้าให้ตื่นเต้น
               "แต่เธอมาจากสถานที่ห่างไกล ! เธอก็เป็นนักสำรวจคนหนึ่ง เธอต้องอธิบายเรื่องดวงดาวของเธอให้ฉันฟัง"
               ขณะเปิดสมุดบันทึกเล่มโต นักภูมิศาสตร์จัดการเหลาดินสอ การท่องบรรยายความทรงจำของนักสำรวจจะได้รับการบันทึกด้วยดินสอก่อน จากนั้นก็รอจนกว่าเขาจะมีการพิสูจน์ยืนยันจึงจะเขียนลงด้วยหมึก

               "เอาละ?" นักภูมิศาสตร์กล่าวด้วยความคาดหวัง
               "โอ ที่ที่ฉันอาศัยอยู่" เจ้าชายน้อยพูด "ไม่ค่อยน่าสนใจหรอก มันเล็กนิดเดียว ฉันมีภูเขาไฟสามลูก สองลูกยังคุอยุ่ อีกลูกดับไปแล้ว แต่ไม่มีใครรู้หรอก"
               "ไม่มีใครรู้"
               "ฉันมีดอกไม้ด้วย"
               "เราไม่บันทึกเรื่องดอกไม้" นักภูมิศาสตร์พูด
               "ทำไมล่ะ? ดอกไม้นั้นเป็นสิ่งที่สวยที่สุดบนดาวของฉัน !"
               "เราไม่บันทึกมัน" นักภูมิศาสตร์พูด "เพราะมันเป็นสิ่งชั่วคราวไม่ถาวร"
               "หมายความว่าอะไร'ไม่ถาวร'?" *

               "หนังสือภูมิศาสตร์เป็นตำราที่มีค่าที่สุด ไม่มีวันล้าสมัย การที่ภูเขาเปลี่ยนที่ไปเป็นของที่เกิดขึ้นนานครั้ง เช่นเดียวกับการที่น้ำในมหาสมุทรเหือดแห้งไป เราเขียนบันทึกไว้แต่สิ่งซึ่งคงอยู่ชั่วนิรันดร์"
               "แต่ทว่าภูเขาไฟที่ดับแล้ว อาจจะคุขึ้นมาใหม่อีกได้" เจ้าชายน้อยขัด "ไม่ถาวรแปลว่ากระไรนะ"
               "การที่ภูเขาไฟจะดับหรือจะคุกรุ่นนั้น มีความหมายเหมือนกันสำหรับเรา สิ่งที่สำคัญอยู่ที่ตัวภูเขาซึ่งไม่เปลี่ยนแปลง"
               "แต่,ไม่ถาวร,หมายความว่ากระไร" เจ้าชายน้อยถามซ้ำเขาไม่เคยเลิกล้มที่จะซักให้ได้คำตอบแม้แต่ครั้งเดียว
               "หมายความว่า ถูกคุกคามให้หายไปในเวลาอันใกล้"
               "ดอกไม้ของฉันถูกคุกคามให้หายไปในเวลาอันใกล้หรือนี่"
               "แน่นอน"

               ดอกไม้ของฉันไม่จีรังยั่งยืน เจ้าชายน้อยรำพึงกับตนเอง มันมีเพียงหนาม ๔ คมเท่านั้น เพื่อป้องกันตนเองในโลกทั้งโลก และฉันได้ปล่อยมันไว้เดียวดายในโลกของฉัน นั้นเป็นความรู้สึกเสียใจครั้งแรกของเขา แต่เขาก็กลับทำใจแข็งขันใหม่
               "คุณจะแนะนำให้ฉันไปเที่ยวชมที่ใดบ้าง" เขาถาม
               "ไปชมโลกมนุษย์ซิ มันมีชื่อเสียงมาก" นักภูมิศาสตร์กล่าวตอบ
               และแล้วเจ้าชายน้อยก็จากไป พลางคนึงถึงดอกไม้ของเขา


 



๑๖

                ดาว ดวงที่เจ็ดก็คือโลกมนุษย์

               โลกมนุษย์ไม่ได้เป็นแค่ดาวธรรมดา ๆ ดวงหนึ่ง เราอาจนับได้ว่ามีพระราชารวมทั้งสิ้น ๑๑๑ พระองค์ (แน่ละ เราต้องไม่ลืมนับพระราชานิโกรด้วย) มีนักภูมิศาสตร์ ๗,๐๐๐ คน นักธุรกิจ ๙๐๐,๐๐๐ คน มีขี้เมา ๗,๕๐๐,๐๐๐ คน มีคนหลงตนอยู่ ๓๑๑,๐๐๐,๐๐๐ คน รวมความแล้วคือมีพวกผู้ใหญ่อยู่ด้วยกันประมาณสองโกฏิ*

                เพื่อให้คุณพอจะอนุมานได้ว่าขนาดของโลกเป็นเท่าใด ฉันขอบอกให้คุณทราบว่า ก่อนที่จะมีการคิดประดิษฐ์ไฟฟ้าขึ้นมาได้นั้น คนเราใช้กองพันคนจุดโคมตามทวีปทั้งหกถึง ๔๖๒,๕๑๑ คน

                เมื่อมองจากที่ไกลจะได้ภาพที่วิเศษ การเคลื่อนไหวของกองพันนี้ถูกจัดระเบียบเช่นเดียวกับจังหวะการเต้นบัลเลต์ของละครร้อง เริ่มต้นด้วยรอบของคนจุดโคมที่นิวซีแลนด์และออสเตรเลีย เมื่อคนพวกนี้จุดโคมของเขาเสร็จแล้วเขาก็เข้านอน ต่อมาก็เป็นรอบของคนจุดโคมในเมืองจีนและในไซบีเรียที่จะต้องเข้าในวงเต้นรำ และพวกเขาเหล่านั้นก็จะหลบไปยังหลังฉาก และก็เวียนมาถึงรอบของชาวรุสเซียแลอินเดีย และก็รอบของพวกแอฟริกาและยุโรป ถัดมาเป็นรอบของพวกอเมริกาใต้ และพวกอเมริกาเหนือ และไม่มีวันเลยที่พวกนี้จะหลงลืมลำดับที่ของใครก่อนหรือหลัง ช่างเป็นภาพที่น่าดูอะไรเช่นนี้

                มีแต่เพียงคนจุดตะเกียงที่ขั้วโลกเหนือ และเพื่อนของเขาอีกคนที่ขั้วโลกใต้เท่านั้นที่ดำรงชีวิตอยู่อย่างเกียจคร้านและเฉื่อยชาเนื่องด้วยเขาทำงานเพียงสองครั้งต่อปี


 



๑๗

                เมื่อ คนเราอยากอวดฉลาด บางครั้งเราอาจกล่าวเฉไฉไปบ้างเล็กน้อย ฉันเองก็ออกจะไม่ซื่อตรงนักเมื่อกล่าวกับคุณถึงเรื่องจุดโคม ฉันเกือบทำให้ผู้ที่ไม่รู้จักโลกของเรามีความเข้าใจผิดไป ความจริงแล้วมนุษย์เราต้องการที่อยู่บนพื้นโลกเพียงนิดเดียว ถ้าหากมนุษย์สองพันล้านคนมายืนเบียดรวมกันเข้า เหมือนอย่างในเวลามีงานเลี้ยง เขาสามารถอยู่รวมกันอย่างสบายในที่จัตุรัสสาธารณะ ขนาดกว้างยาว ๒๐ x ๒๐ ไมล์ เราก็อาจจะนำมนุษยชาติไปรวมไว้บนเกาะเล็ก ๆ กลางมหาสมุทรแปซิฟิกได้ *

                แน่ละพวกผู้ใหญ่จะไม่มีวันเชื่อคุณ เขาคิดว่าจะต้องการเนื้อที่ใหญ่โตทีเดียว เขาสำคัญตนว่ายิ่งใหญ่ประดุจดังต้นไทร คุณอาจจะแนะนำให้เขาคิดคำนวณ เขาชอบคิดพวกตัวเลข มันทำให้เขาเป็นสุข แต่ว่าอย่าไปเสียเวลาคุณให้กับเรื่องเช่นนั้นเลย ไร้ประโยชน์เปล่า ๆ คุณเชื่อในฉันเถิด

                เจ้าชายน้อยเมื่อมาถึงโลกมนุษย์ รู้สึกประหลาดในมากที่ไม่เห็นใครเลย เขาออกกลัวว่าจะมาผิดที่ ก็พอดีมีวงแหวนสีพระจันทร์กระดุกกระดิกอยู่กลางทราย
                "สวัสดี" เจ้าชายน้อยทักส่งเดช
                "สวัสดี " งูกล่าวตอบ
                "ฉันอยู่บนดาวดวงใดนะ?" เจ้าชายน้อยถาม
                "บนมนุษยโลก ในทวีปแอฟริกา" งูตอบ
                "อา…ไม่มีใครอยู่บนโลกนี้รึ?"
                "ที่นี่คือ ทะเลทราย ไม่มีใครในทะเลทรายหรอก โลกนี้กว้างมากด้วย" งูกล่าว

                เจ้าชายน้อยนั่งลงบนก้อนหินและมองขึ้นไปบนท้องฟ้า
                "ฉันสงสัยว่าดาวดวงต่าง ๆ มีแสงสว่างก็เพื่อที่แต่ละคนได้ค้นพบดวงดาวของตนในวันหนึ่ง จงดูดวงดาว (โลก) ของฉันซี มันอยู่ตรงกับศีรษะของเราพอดี แต่ว่ามันช่างอยู่ไกลเสียนี่กระไร…."
                "มันสวยทีเดียวนะ" งูกล่าวขึ้น "แล้วเธอมาที่นี่ทำไม"
                "ฉันมีเรื่องกับดอกไม้ของฉัน" เจ้าชายน้อยตอบ
                "อ้อ" งูร้องรับ แล้วเขาทั้งสองก็เงียบงันไป

                "คนอยู่ที่ไหน" เจ้าชายน้อยซักต่อ "เราออกจะอยู่โดดเดี่ยวในทะเลทราย"
                "แม้ในหมู่คน เราก็อยู่อย่างโดดเดี่ยว" งูกล่าว

                 เจ้าชายน้อยมองอยู่นาน ในที่สุดเขาก็กล่าวขึ้น
                "เธอเป็นสัตว์ประหลาด ผอมอย่างกับนิ้วมือ"
                "แต่ว่าฉันมีอำนาจกว่านิ้วมือของพระราชาเสียอีก" งูกล่าว เจ้าชายน้อยยิ้ม
                "เธอมีอำนาจไม่มากนักหรอก เธอไม่มีแม้แต่ขา….. เธอไม่สามารถเดินทางได้"
           "ฉันสามารถพาเธอไปไกลกว่าเรืออีกนะ"งูกล่าว แล้วเขาก็พันข้อเท้าเจ้าชายน้อย ประหนึ่งกำไลทอง

                "บุคคลผู้ที่ฉันได้สัมผัส ฉันจะคืนเขาแด่แม่ธรณีซึ่งเขาได้เกิดขึ้นมา" เขากล่าวอีก "แต่ทว่าเธอเป็นคนบริสุทธิ์และเธอมาจากดาวดวงอื่น…."
                 เจ้าชายน้อยมิได้ตอบว่ากระไร
                "เธอทำให้ฉันเกิดความสงสารเธอ เธอแสนจะอ่อนแอ และมาอยู่บนดินแดนแห่งโขดหิน ฉันคงเป็นประโยชน์แก่เธอในวันหนึ่ง เมื่อเธอเกิดความเสียดายและคิดถึงดวงดาวของเธอ ฉันสามารถ…."
                "โอ…ฉันเข้าใจทีเดียว แต่ทำไมเธอถึงชอบพูดเป็นปริศนาเสมอเล่า"
                "แต่ฉันก็ไขทุกปัญหาแหละ" งูกล่าวตอบ และเขาทั้งสองก็นิ่งไป


 



๑๘

              เจ้า ชายน้อยเดินตัดทะเลทราย และพบเพียงแต่ดอกไม้หนึ่งดอก

             ดอกไม้มีสามกลีบ ดอกไม้ที่แสนจะธรรมดาที่สุดดอกหนึ่ง
              "สวัสดี" เจ้าชายน้อยทัก
              "สวัสดีจ้ะ" ดอกไม้กล่าวตอบ
              "คนเขาอยู่ที่ไหนกันจ๊ะ?" เจ้าชายน้อยถามอย่างสุภาพ

              ดอกไม้เคยเห็นกองคาราวานผ่านมาครั้งหนึ่ง
              "คนน่ะรึจ๊ะ ? ฉันคิดว่ามีสักหกหรือเจ็ดคนได้ ฉันเคยเห็นพวกเขาเมื่อสักหลายปีมาแล้ว แต่เราไม่มีวันรู้ว่าจะหาพวกเขาได้ที่ใด ลมพัดพาพวกเขาไป พวกเขาไม่มีรากซึ่งคงทำความยุ่งยากให้พวกเขามากทีเดียว"
              "ลาก่อนนะ" เจ้าชายน้อยกล่าว
              "จ้ะ ลาก่อน" ดอกไม้ตอบ


 



๑๙

                  เจ้า ชายน้อยปีนไปบนภูเขาลูกหนึ่ง เขาเคยรู้จักภูเขามาก่อน คือ ภูเขาไฟสามลูกบนโลกของเขาเท่านั้นเอง และเขาก็เคยใช้มันต่างม้านั่งอยู่บ่อย ๆ
              "มองจากภูเขาสูงใหญ่ลูกนี้ละก็ ฉันคงจะเห็นโลกทั้งโลกและคนทั้งหมดด้วย" เขารำพึง
              "สวัสดี" เขากล่าวทักส่งเดช
              "สวัสดี…สวัสดี…สวัสดี" เสียงสะท้อนตอบ
              "คุณคือใคร" เจ้าชายน้อยถาม
              "คุณคือใคร…คุณคือใคร…คุณคือใคร" เสียงก้องสะท้อนตอบ
              "จงเป็นเพื่อนฉันเถิด ฉันอยู่คนเดียว"
              "ฉันอยู่คนเดียว…ฉันอยู่คนเดียว…ฉันอยู่คนเดียว" เสียงสะท้อนตอบ

              ดวงดาวอะไรประหลาดเช่นนี้ เขาคิด มันช่างแสนจะแห้งแล้ง แหลมคมและเค็ม และพวกมนุษย์มักจะขาดจินตนาการ เขาได้แต่พูดตามสิ่งที่คนอื่นพูดให้เขาฟัง…ที่โลกของฉันมีดอกไม้อยู่ดอกหนึ่ง เขาเป็นฝ่ายพูดขึ้นก่อนเสมอ…


 



๒๐

                 แต่ ในที่สุด หลังจากที่เจ้าชายน้อยได้เดินฝ่าทะเลทราย หินผาและหิมะมาแล้ว เขาก็พบทางสายหนึ่ง และทางทุกทางก็จะนำไปยังมนุษย์

                 "สวัสดี" เขากล่าวทักบรรดาดอกกุหลาบในสวนหนึ่ง
                 "สวัสดี" ดอกกุหลาบกล่าวตอบ เจ้าชายน้อยมองดูกุหลาบเหล่านั้น มันช่างเหมือนกับดอกไม้ของเขา
                 "คุณคือใคร" เขาถามดอกไม้เหล่านั้นอย่างประหลาดใจ
                 "พวกเราคือ ดอกกุหลาบ" อา…เจ้าชายน้อยพึมพำ และเขาก็รู้สึกไม่สบายใจ

                 ดอกไม้ของเขาเคยเล่าให้ฟัง ว่าเธอเป็นดอกไม้ดอกเดียวที่พันธุ์ของเธอมีอยู่ในจักรวาล และเดี๋ยวนี้เขามาพบดอกไม้ชนิดเดียวกันตั้งห้าพันต้นในสวนเพียงสวนเดียวเท่านั้น เจ้าหล่อนคงหัวเสียทีเดียว เจ้าชายน้อยรำพึง ถ้าเธอมาเห็นเข้า…เธอคงกระแอมไอเสียยกใหญ่ และคงทำท่าจะตายเอาทีเดียวเพื่อหนีหน้าให้พ้นความอาย และฉันก็คงจะต้องทำเป็นประคบประหงมเธอ เพราะว่าถ้ามิเช่นนั้นเธอก็คงจะปล่อยตัวให้ตายไปจริง ๆ เพื่อที่จะทำให้ฉันรู้สึกสำนึกตัว และแล้วเขาก็รำพึงต่อ

                 "ฉันเข้าใจเอาว่า ฉันนี้ร่ำรวยเพียงเพราะเป็นเจ้าของดอกไม้ดอกเดียวในโลก และอันที่จริงฉันมีเพียงดอกกุหลาบธรรมดาเพียงดอกหนึ่งเท่านั้น กับภูเขาไฟอีกสามลูกซึ่งสูงเพียงหัวเข่าของฉัน และภูเขาไฟลูกหนึ่งดูเหมือนจะดับตลอดกาล ก็เท่านั้นเองซึ่งมันไม่ได้ทำให้ฉันกลายเป็นเจ้าชายที่สำคัญใหญ่โตอะไรเลย…"
                 เขาเหยียดกายนอนบนพื้นหญ้า แล้วร่ำไห้


 



๒๑

                 ใน ตอนนี้เองที่เจ้าสุนัขป่าในทะเลทรายปรากฏตัว
                 "สวัสดี" สุนัขป่าทัก
                 "สวัสดี" เจ้าชายน้อยทักตอบอย่างสุภาพ พลางหันไปมองแต่ไม่เห็นอะไรเลย
                 "ฉันอยู่ที่นี่" เสียงหนึ่งกล่าวใต้ต้นแอปเปิล….
                 "เธอคือใคร?" เจ้าชายน้อยถาม "เธอสวยจัง…"
                 "ฉันคือสุนัขป่า"


                 "มาเล่นกับฉันซิ" เจ้าชายน้อยชักชวน "ฉันกำลังเศร้าใจมาก…"
                 "ฉันเล่นกับเธอไม่ได้หรอก ฉันยังไม่ถูกทำให้เชื่อง" สุนัขป่าตอบ
                 "อา…ขอโทษ" เจ้าชายน้อยพูด แต่หลังจากคิดตริตรองอยู่ครู่ใหญ่ เขาก็กล่าวต่อไปว่า
                 "ทำให้เชื่องหมายความว่ากระไรนะ?"
                 "เธอไม่ใช่คนที่นี่ เธอหาอะไรหรือ?" เขาถาม
                 "ฉันหาพวกคน" เจ้าชายน้อยตอบ "ทำให้เชื่องแปลว่าอะไรนะ?"
                 "พวกคนน่ะรึ" สุนัขป่ากล่าว "เขามีปืนและเขาล่าสัตว์ น่ารำคาญจะตาย พวกเขาเลี้ยงไก่ด้วย ก็มีดีเพียงอย่างเดียวนี่แหละ เธอกำลังหาไก่รึเปล่า?"
                 "เปล่า ฉันกำลังหาเพื่อน ทำให้เชื่องแปลว่าอะไร?"
                 "เป็นสิ่งซึ่งมักถูกลืม" สุนัขป่ากล่าว "มันคือการสร้างความสัมพันธ์"
                 "ความสัมพันธ์ ?"

                 "แน่นอน"สุนัขป่ากล่าว
                 "สำหรับฉันเธอเป็นเพียงเด็กผู้ชายเล็ก ๆ คนหนึ่งซึ่งเหมือน ๆ กับเด็กชายคนอื่น ๆ อีกหมื่นคน ฉันไม่ต้องการเธอ และเธอก็ไม่ต้องการฉันเช่นเดียวกัน ฉันก็เป็นเพียงสุนัขป่าธรรมดา ๆ ตัวหนึ่งเหมือนสุนัขป่าอื่น ๆ หมื่นตัว แต่ทว่าถ้าเมื่อใดเธอคุ้นเคยใกล้ชิดกับฉัน เมื่อนั้นเราก็ต่างต้องการซึ่งกันและกัน เธอก็จะเป็นเด็กคนเดียวในโลกสำหรับฉัน และฉันก็จะเป็นสุนัขป่าตัวเดียวในโลกสำหรับเธอด้วย…"

                 "ฉันเริ่มจะเข้าใจละ" เจ้าชายน้อยกล่าว
                 "มีดอกไม้อยู่ดอกหนึ่ง…ฉันคิดว่าเธอได้สร้างความสัมพันธ์กับฉัน…"
                 "ก็อาจเป็นไปได้ เราอาจมองดูโลกได้ต่าง ๆ กันไป"
                 "โอ…ไม่ใช่บนโลกนี้หรอก" เจ้าชายน้อยตอบ สุนัขป่ามีท่าทีแยบยล
                 "บนดาวดวงอื่นรึ?"
                 "ใช่"
                 "มีนักล่าสัตว์ไหมบนดาวดวงนั้น?"


                 "ไม่มี"
                 "ไม่มีอะไรที่ดีพร้อมเลย" สุนัขป่าถอนใจแต่เขาก็ยังย้อนมาความคิดเดิม "ชีวิตของฉันแสนจะน่าเบื่อหน่าย ฉันล่าไก่ มนุษย์ก็ตามล่าฉันอีกที ไก่ทุก ๆ ตัวก็เหมือน ๆ กันหมด และมนุษย์ทุกคนก็เหมือน ๆ กันอีก ฉันออกจะเบื่อ ๆ อยู่ แต่ว่า
               ถ้าเธอทำให้ฉันเชื่อง ชีวิตของฉันก็จะสดใสขึ้น ฉันจะเรียนรู้จักฝีเท้าซึ่งผิดจากเสียงอื่นทั้งสิ้น เสียงฝีเท้าอื่นจะทำให้ฉันหลบหนีไปใต้ดิน แต่ฝีเท้าของเธอจะเรียกฉันให้ออกมาจากโพรงดิน เช่นเดียวกับเสียงดนตรี

                และดูนั่นซิ เธอเห็นไหม ที่นั่นทุ่งนาข้าวสาลี ฉันไม่กินขนมปังหรอก ข้าวสาลีหามีประโยชน์ต่อฉันไม่ นาข้าวสาลีจึงมิได้ทำให้ฉันหวนระลึกถึงสิ่งใดเลย และนั่นก็เป็นสิ่งที่น่าเศร้า แต่เธอก็มีผมสีทอง ฉะนั้นถ้าเธอจะก่อความสัมพันธ์ของเราทั้งสอง ก็จะเป็นสิ่งมหัศจรรย์ยิ่ง ข้าวสาลีสีเหลืองอร่ามทำให้นึกถึงเธอ และฉันชอบฟังเสียงลมพัดต้นข้าว…"
                 สุนัขป่านิ่งไปและมองดูเจ้าชายน้อยเป็นเวลานาน

                 "ได้โปรดเถิด…จงทำให้ฉันเชื่อง" เขากล่าว
                 "ฉันอยากจะทำเช่นนั้น" เจ้าชายน้อยตอบ "แต่ฉันไม่มีเวลามาก ฉันมีเพื่อนมากมายที่จะต้องไปค้นหา และสิ่งต่าง ๆ มากมายที่จะต้องเรียนรู้อีก"
                 "เราจะรู้จักแต่ละสิ่งซึ่งเรามีความสัมพันธ์ด้วยเท่านั้น" สุนัขป่ากล่าว "มนุษย์เขาไม่มีเวลาที่จะรู้จักสิ่งไดทั้งสิ้น เขาซื้อของสำเร็จรูปจากพ่อค้า แต่เนื่องจากพ่อค้าขายเพื่อนยังไม่มีปรากฏ มนุษย์จึงยังไม่มีเพื่อน ถ้าเธอต้องการเพื่อน เธอจึงหัดให้ฉันเชื่องซิ…"
                 "ต้องทำอย่างไรเล่า" เจ้าชายน้อยถาม
                 "เธอจะต้องมีความอดทน" สุนัขป่าตอบ "เธอจะต้องนั่งห่างจากฉันหน่อยในตอนแรก อย่างนั้นแหละ นั่งบนหญ้า ฉันจะชายตามองดูเธอ และเธอก็อย่าพูดอะไรเลยนะ เพราะ ภาษาคือที่มาของความเข้าใจผิด แล้วเธอก็เขยิบเข้ามาใกล้ ๆ ฉันมากขึ้นทุกวัน"

                 วันรุ่งขึ้นเจ้าชายน้อยก็กลับมาอีก
                 "เธอควรจะมาในเวลาเดียวกันเสมอ" สุนัขป่ากล่าว "เป็นต้นว่า ถ้าเธอเคยมาตอนบ่ายสี่โมง ประมาณสักบ่ายสามโมงฉันก็เริ่มเป็นสุขแล้ว ยิ่งเวลาล่วงไปฉันก็เป็นสุขมากขึ้น พอสี่โมงฉันก็จะรู้สึกตื่นเต้นและกระวนกระวาย ฉันจะรู้จักคุณค่าของความสุข….แต่ถ้าเธอมาไม่เป็นเวลา ฉันจะไม่มีวันรู้ว่าเมื่อไรฉันควรจะเตรียมใจของฉันไว้…พิธีรีตองก็เป็นสิ่งจำเป็นเช่นกัน"
                 "พิธีรีตองอะไร?" เจ้าชายน้อยถาม
                 "คือสิ่งที่เรามักจะลืมเสียเช่นเดียวกัน" สุนัขป่ากล่าว"มันเป็นสิ่งซึ่งทำให้วันหนึ่งมีความหมายต่างจากวันอื่น ๆ เวลาหนึ่ง มีความหมายเป็นพิเศษจากเวลาอื่น ๆ เป็นต้นว่า พวกนายพรานก็มีพิธีรีตอง เขาจะเต้นรำในวันพฤหัสกับพวกสาว ๆ ในหมู่บ้าน ดังนั้นวันพฤหัสจึงเป็นวันที่พิเศษที่สุด ฉันจะพาไปเที่ยวเล่นจนถึงไร่องุ่น แต่ถ้าหากพวกนายพรานเต้นรำไม่เป็นเวลา ทุกวันก็เหมือนกันหมด ฉันก็จะไม่มีวันหยุดพักผ่อนเลย"

                 ด้วยประการฉะนี้ เจ้าชายน้อยก็ได้หัดสุนัขป่าจนเชื่อง และเมื่อเวลาจากกันใกล้เข้ามา
                 "อา…ฉันจะร้องไห้" สุนัขป่ากล่าว
                 "เป็นความผิดของฉันน่ะเอง ฉันไม่อยากทำให้เธอไม่สบายใจ แต่เธอเองอยากให้ฉันหัดให้เชื่อง"
                 "ใช่แล้ว" สุนัขป่ากล่าว
                 "แต่แล้วเธอกลับจะร้องไห้" เจ้าชายน้อยติง
                 "แน่ละ"
                 "ถ้าเป็นเช่นนั้นเธอก็ไม่ได้อะไรเลย"

                 "ฉันได้ซิ" สุนัขป่ากล่าว "ก็สีของข้าวสาลีไงล่ะ" แล้วเขากล่าวต่อไปว่า "จงกลับไปดูกุหลาบเหล่านั้น เธอจะเข้าใจในที่สุดว่า ดอกกุหลาบของเธอมีอยู่ดอกเดียวในโลก แล้วเธอกลับมาร่ำลาฉัน ฉันจะบอกความลับอย่างหนึ่งเพื่อเป็นของขวัญแก่เธอ"

                 เจ้าชายน้อยกลับไปดูหมู่กุหลาบ
                 "เธอช่างไม่เหมือนดอกกุหลาบของฉันเลย เธอยังไม่มีความหมาย เพราะไม่มีใครมาสร้างความสัมพันธ์กับเธอ และเธอยังไม่เป็นของใคร เธอเป็นเหมือนสุนัขป่าของฉันในตอนแรก ซึ่งเหมือน ๆ กับสุนัขป่าอื่น ๆ หมื่นตัว แต่ฉันเป็นเพื่อนกับเขา เขาจึงกลายเป็นสุนัขป่าตัวเดียวในโลกสำหรับฉัน"

                 ฝ่ายหมู่กุหลาบดูรู้สึกอึดอัดใจ
                 "เธอสวยอยู่หรอก แต่เธอไม่มีความหมายเลย"
                 เจ้าชายน้อยกล่าวสืบไปกับหมู่ดอกกุหลาบนั้น "ไม่มีใครยอมตายเพื่อเธอหรอก แต่สำหรับดอกกุหลาบของฉัน แน่ล่ะ คนผ่านไปมาตามธรรมดาก็คิดว่าดอกกุหลาบนั้น เหมือน ๆ กับพวกเธอ แต่ว่า ดอกกุหลาบดอกเดียวนั้นมีความสำคัญกว่าเธอทั้งหมด เพราะเป็นดอกกุหลาบซึ่งฉันได้รดน้ำ เพราะว่าฉันได้ถนอมไว้ในฝาครอบ และเพราะว่าเป็นดอกกุหลาบของฉัน ฉันจึงได้หาฉากมาบังลม ฉันได้ฆ่าตัวหนอน (ยกเว้นบางตัวซึ่งฉันปล่อยให้เป็นผีเสื้อ) ฉันจึงทนฟังเขาบ่น ฟังเขาโอ้อวด แม้กระทั่งฟังเขานิ่งเงียบ ทั้งนี้ทั้งนั้นเป็นเพราะว่าเป็นดอกกุหลาบของฉัน"

                 แล้วเขากลับมาหาสุนัขป่า
                 "ลาก่อนนะ" เขากล่าว
                 "ลาก่อน" สุนัขป่าตอบ "นี่คือความลับของฉันมันแสนจะธรรมดา เราจะมองเห็นแจ่มชัดด้วยหัวใจเท่านั้น สิ่งสำคัญนั้นไม่อาจเห็นได้ด้วยดวงตา "
                "สิ่งสำคัญไม่อาจเห็นได้ด้วยดวงตา" เจ้าชายน้อยพูดตามเพื่อเป็นการเตือนความทรงจำ
                 "เวลาที่เธอเสียไปให้กับดอกกุหลาบของเธอ ทำให้ดอกกุหลาบนั้นมีค่ามากขึ้น"
                 "เวลาที่ฉันเสียไปกับดอกกุหลาบของฉัน…." เจ้าชายน้อยว่าตามเพื่อจดจำไว้
                "มนุษย์ลืมความจริงข้อนี้ "สุนัขป่ากล่าว "แต่เธอต้องไม่ลืมมัน เธอจะต้องรับผิดชอบต่อทุกสิ่งที่เธอมีความสัมพันธ์ด้วย เธอต้องรับผิดชอบดอกกุหลาบของเธอ…."
                 "ฉันต้องรับผิดชอบต่อดอกกุหลาบของฉัน….." เจ้าชายน้อยกล่าวซ้ำเพื่อให้หวนระลึกได้


 



๒๒

                " สวัสดี " เจ้าชายน้อยกล่าวทัก
                "สวัสดี" พนักงานเปลี่ยนเข็มรถไฟทักตอบ
                 "เธอทำอะไรอยู่ที่นี่?" เจ้าชายน้อยถาม
                 "ฉันแบ่งนักเดินทาง แบ่งออกเป็นกองละพันคน" พนักงานเปลี่ยนเข็มรถไฟตอบ
                 "ฉันส่งรถไฟซึ่งบรรทุกคนเดินทางไปทางขวาบ้าง ทางซ้ายบ้าง"

                 และรถเร็วขบวนหนึ่งเปิดไฟสว่างจ้า ส่งเสียงกึกก้องเหมือนฟ้าร้องมา ทำให้ห้องเครื่องเปลี่ยนเข็มรถไฟสั่นสะเทือนไป
                 "ท่าทางรีบร้อนกันจริง เขากำลังตามหาอะไรรึ?" เจ้าชายน้อยถาม
                 "คนขับหัวจักรรถเองก็ไม่ทราบเหมือนกัน" พนักงานเปลี่ยนเข็มรถไฟตอบ 
               
                 รถเร็วเปิดไฟจ้าขบวนที่สองก็คำรามกึกก้องมาจากทางทิศตรงข้าม
                 "เขากลับมาแล้วรึนี่ ?" เจ้าชายน้อยถาม
                 "ไม่ใช่คันเดียวกันหรอก เป็นขบวนแลกเปลี่ยน "
                 "เขาไม่พอใจที่ที่เขาอยู่รึ"
                 "คนเราไม่เคยพอใจในที่ที่ตนอยู่เลย" พนักงานตอบ
                 แล้วรถเร็วขบวนที่สามไฟเปิดจ้าก็ส่งเสียงแบบฟ้าร้องมา
                 "เขาคงกำลังตามนักเดินทางกลุ่มแรกกระมัง?" เจ้าชายน้อยถาม
                 "เขาไม่ได้ตามอะไรทั้งสิ้น พวกเขานอนหลับอยู่ในนั้น หรือไม่ก็นั่งหาว พวกเด็ก ๆ เท่านั้นที่แนบหน้ากับกระจก"
                 "พวกเด็ก ๆ เท่านั้นที่รู้ว่าตนเองต้องการอะไร" เจ้าชายน้อยกล่าว "เขาเสียเวลาให้กับการค้นหาตุ๊กตาผ้า และตุ๊กตานั้นมีความสำคัญมาก และถ้าใครมาเอามันไปจากเขา เขาก็จะร้องไห้…."

                 "พวกเขาช่างโชคดีจริงนะ" พนักงานเปลี่ยนเข็มรถไฟกล่าว


 



๒๓

                " สวัสดี " เจ้าชายน้อยทัก
                "สวัสดี" พ่อค้าทักตอบ

                 พ่อค้าคนนี้ขายยาเม็ดสำเร็จที่แก้กระหายน้ำ เราจะต้องกินมันอาทิตย์ละเม็ด และเราก็จะไม่อยากดื่มเลย

                 "ทำไมเธอจึงขายของนี้?" เจ้าชายน้อยถาม
                 "เพราะมันประหยัดเวลาได้มากทีเดียว" พ่อค้าตอบ "ผู้ชำนาญได้คำนวณดูแล้ว เราสามารถออมเวลาได้ตั้งห้าสิบสามนาทีต่อสัปดาห์"
                 "แล้วเขาใช้เวลาห้าสิบสามนาทีทำอะไรกัน"
                 "เขาก็ทำสิ่งซึ่งเขาอยาก…"

                 "ถ้าหากตัวฉันมีเวลาห้าสิบสามนาทีนั้น ฉันจะค่อย ๆ เดินไปสู่ธารน้ำ….." เจ้าชายน้อยรำพึงกับตัวเอง


 



๒๔

                 เรา อยู่กันในทะเลทรายตั้งแต่เครื่องยนต์ฉันเสียมาเข้าวันที่แปดแล้ว และฉันก็ได้ฟังเรื่องราวของพ่อค้าขายยาเม็ดแก้กระหายน้ำพลางดื่มน้ำหยดสุดท้ายที่ฉํนมีอยู่

                 "อา…ความหลังของเธอช่างงดงามอะไรเช่นนั้น" ฉันกล่าวกับเจ้าชายน้อย แต่ว่าฉันยังไม่ได้ซ่อมเครื่องบินของฉันเลย ฉันไม่มีอะไรจะดื่มอีกแล้ว และฉันคงจะเป็นสุขมากทีเดียว ถ้าหากว่าฉันสามารถค่อย ๆ เดินไปสู่ธารน้ำได้………..
                 "เพื่อนสุนัขป่าของฉัน" เขากล่าวขึ้น
                 "เด็กน้อยเอ๋ยมันไม่เกี่ยวกับสุนัขป่าแล้ว"
                 "ทำไมล่ะ"
                 "เพราะว่าเรากำลังจะตายด้วยความกระหายน้ำ"

                 เขาไม่เข้าใจเหตุผลของฉันเลย เขาจึงตอบว่า
                 "การมีเพื่อนเป็นสิ่งที่ดีนะ ถึงแม้ว่าเราจะตายก็ตาม ฉันดีใจมากที่มีเพื่อนอย่างสุนัขป่า…"
                 'เขามิได้เห็นอันตรายนั้น เขาไม่เคยหิวหรือกระหาย แสงแดดเพียงเล็กน้อยก็พอเพียงแล้วสำหรับเขา' ฉันรำพึง แต่เขามองดูฉันและตอบความคิดของฉันว่า
                 "ฉันกระหายน้ำเหมือนกัน….ไปหาบ่อน้ำกันเถิด"

                 ฉันมีทีท่าเหน็ดเหนื่อย ดูออกจะเหลวไหลอยู่ที่เที่ยวเลาะหาหนองน้ำตามบุญตามกรรมในทะเลทรายกว้างใหญ่ไพศาล แต่กระนั้นเราก็ออกเดินกัน
                เราเดินไปเงียบ ๆ โดยมิได้พูดจากัน นานนับชั่วโมงกระทั่งมืด ดวงดาวเริ่มส่องแสงระยิบระยับ ฉันมองเห็นดาวดวงเหล่านั้นเหมือนอยู่ในความฝัน เนื่องด้วยฉันออกจะมีไข้ขึ้นเล็กน้อย เพราะความกระหายน้ำ คำพูดของเจ้าชายน้อยก็ยังคงก้องอยู่ในความคิดของฉัน
                 "เธอหิวน้ำเหมือนกันรึ" ฉันถามเขา แต่เขามิได้ตอบคำถามของฉัน เขากล่าวแต่เพียงว่า
                 "น้ำอาจจะดีเหมือนกันสำหรับหัวใจ…."
                 ฉันไม่เข้าใจคำตอบของเขา แต่ฉันก็นิ่ง…ฉันทราบดีว่าไม่ควรซักถามเขาต่อ เขากำลังเหนื่อย เขานั่งลง ฉันเองนั่งลงข้าง ๆ เขา และหลังจากเงียบอยู่ครู่ใหญ่ เขาก็กล่าวขึ้นว่า
                 "ดวงดาวช่างสวยจริงนะ ทั้งนี้เพราะดอกไม้เพียงดอกเดียวซึ่งเรามองไม่เห็น " ฉันตอบว่า
                 "แน่นอน" และฉันมองดูริ้วทรายภายใต้แสงจันทร์ โดยมิได้กล่าวสิ่งใด
                 "ทะเลทรายก็งามเช่นกัน" เขากล่าวเสริม….
                  และก็เป็นความจริง ฉันเคยรักทะเลทรายเสมอมา เราพากันนั่งบนเนินทราย เรามองไม่เห็นอะไรเลย

                 อย่างไรก็ตาม บางสิ่งบางอย่างส่องแสงอยู่ท่ามกลางความเงียบ……..
                 "สิ่งที่ทำให้ทะเลทรายสวยงามก็อยู่ตรงที่ว่ามันซ่อนบ่อน้ำไว้ที่ใดที่หนึ่ง…"
                 ฉันรู้สึกประหลาดใจที่เขาเข้าใจได้ในทันทีถึงสิ่งลึกลับซึ่งแอบแฝงเป็นประกายอยู่ในเม็ดทราย สมัยเมื่อฉันยังเป็นเด็กชายเล็ก ๆ ฉันอาศัยอยู่ในบ้านโบราณ และมีเรื่องเล่ากันว่ามีสมบัติซ่อนฝังดินในบริเวณนั้น แน่ละ ยังไม่เคยมีใครหามันพบหรือแม้แต่จะไปค้นหามัน แต่ว่ามันทำให้บ้านหลังนั้นมีแต่มนต์เสน่ห์ บ้านของฉันหลังนี้ได้ซ่อนความลับไว้ในส่วนลึกของหัวใจมัน……….
                 "ใช่แล้ว" ฉันกล่าวกับเจ้าชายน้อย
                 "ไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องบ้าน เรื่องดวงดาว หรือเรื่องทะเลทราย สิ่งซึ่งทำให้งดงามนั้นมองไม่เห็นหรอก ! "
                 "ฉันดีใจที่เธอมีความเห็นลงรอยกับสุนัขป่าของฉัน" เจ้าชายน้อยกล่าว

                 เนื่องจากเจ้าชายน้อยนอนหลับ ฉันจึงอุ้มเขาแล้วเดินต่อไป ฉันรู้สึกตื่นเต้น ฉันมีความรู้สึกเสมือนกำลังประคองสมบัติล้ำค่าที่บอบบาง ฉันมีความรู้สึกกระทั่งว่าไม่มีสิ่งใดอีกแล้วในโลกที่จะบอบบางไปกว่านี้ จากแสงจันทร์ฉันมองดูหน้าผากซีดตาปิดสนิท ปอยผมซึ่งปลิวไสวตามลม ฉันรำพึงกับตนเองว่า สิ่งซึ่งฉันมองเห็นนั้นเป็นเพียงเปลือกนอกเท่านั้น สิ่งสำคัญกว่านั้นหาได้มองเห็นไม่……

                 ริมฝีปากของเจ้าชายน้อยเผยอเปิดประหนึ่งจะยิ้ม ฉันรำพึงต่อไปว่า                  "สำหรับเจ้าชายน้อยสิ่งซึ่งจับใจฉันยิ่งคือความซื่อตรงที่เขามีต่อดอกไม้ คือภาพดอกกุหลาบดอกหนึ่งซึ่งส่องแสงเจิดจ้าในตัวเขา ดุจเปลวไฟในตะเกียง แม้ในยามที่เขาหลับอยู่…."
                  และฉันคิดว่าเขาคงจะยิ่งบอบบางยิ่งกว่านี้ เช่นเดียวกับที่ต้องป้องระวังตะเกียงเพียงเพราะลมวูบเดียวก็ทำให้มันดับได้………….

                   และขณะที่เดินไปเช่นนั้น ฉันก็พบบ่อน้ำตอนรุ่งสาง


 



๒๕

                " พวก คนที่เข้าไปอัดแน่นในรถด่วนโดยที่เขาไม่ทราบว่าเขาต้องการอะไร ดังนั้นเขาจึงวุ่นวายและหมุนไปมาเป็นวงกลม…" และเขาก็กล่าวเสริมว่า
                 "ไม่จำเป็นต้องยุ่งยากเลย"

                 บ่อน้ำซึ่งเราเดินไปถึงไม่เหมือนกับบ่ออื่น ๆ ในทะเลทรายสะฮารา ซึ่งตามธรรมดาจะเป็นรูลึกลงไปในทราย บ่อนี้เหมือนกับบ่อน้ำตามหมู่บ้าน แต่ทว่าไม่มีหมู่บ้านในแถบนั้น และฉันคิดว่าฉันคงฝันไป
                 "แปลกดี" ฉันกล่าวกับเจ้าชายน้อย
                 "ทุกสิ่งมันมีพร้อม มีทั้งลูกรอก ถังน้ำและเชือก"
                 เขาหัวเราะ จับเชือก และเล่นลูกรอก ลูกรอกส่งเสียงครวญครางเหมือนกังหันเก่า ๆ เมื่อเวลาลมนอนหลับไปนาน ๆ "เธอได้ยินไหม" เจ้าชายน้อยกล่าว

                 "เราปลุกบ่อน้ำนี้และมันร้องเพลง….."
                 ฉันไม่อยากให้เขาออกแรงมากเกินไป
                 "ปล่อยให้ฉันทำเถอะ" ฉันบอกเขา "มันหนักเกินกำลังเธอ"

                 ฉันค่อย ๆ สาวถังน้ำมาจนถึงขอบบ่อ ฉันจัดมันวางไว้อย่างเด่น เสียงลูกรอกกลิ้งเป็นเพลงยังคงก้องในหูของฉัน และในน้ำซึ่งยังเป็นระลอกอยู่นั้น ฉันมองเห็นดวงอาทิตย์สั่นพลิ้วอยู่
                 "ฉันอยากดื่มน้ำนั่น" เจ้าชายน้อยกล่าว "ขอฉันดื่ม….."

                 และฉันจึงเข้าใจในสิ่งที่เขาตามหา…… ฉันยกถังน้ำขึ้นจรดริมฝีปากของเขา เขาดื่มนัยน์ตาหลับพริ้ม มันช่างหวานชื่นเหมือนงานฉลอง น้ำนี้ช่างแตกต่างจากอาหารชนิดอื่น มันเกิดขึ้นจากการไปใต้ดวงดาว จากเสียงเพลงของลูกรอกและจากกำลังแขนของฉัน มันดีเหมาะสำหรับหัวใจเช่นเดียวกับของขวัญ สมัยเมื่อฉันเป็นเด็กเล็ก ๆ แสงสว่างที่ต้นคริสต์มาสนั้นดูมีความหมายและคุณค่ายิ่งขึ้น

                 "คนในโลกของเธอปลูกกุหลาบตั้งห้าพันต้นในสวนเดียว และเขายังไม่พบสิ่งที่เขาต้องการ……"
                 "เขาไม่พบมันหรอก" ฉันตอบ
                 "และอย่างไรก็ตาม สิ่งที่เขาค้นหานั้นอาจจะหาพบได้ในดอกกุหลาบดอกเดียว หรือในน้ำเพียงเล็กน้อย……."
                 "แน่นอน" ฉันตอบ และเจ้าชายน้อยกล่าวเสริมว่า
                 "แต่ตาของคนเราบอด สิ่งนั้นต้องหาด้วยหัวใจ ฉันได้ดื่ม ฉันหายใจเต็มที่ในยามรุ่งอรุณ ทรายมีสีน้ำผึ้ง ฉันมีความสุขที่มันเป็นสีน้ำผึ้ง ทำไมฉันจะต้องเป็นทุกข์……."

                 "เธอต้องรักษาสัญญา"
                 เจ้าชายน้อยกล่าวกับฉันหลังจากที่เขากลับลงนั่งข้างฉันอีกครั้ง
                 "สัญญาเรื่องอะไร"
                 "เธอรู้ดี…ปลอกปากสำหรับแกะของฉันอย่างไรเล่า…ฉันต้องรับผิดชอบดอกไม้นั่น"
                 ฉันจึงล้วงภาพร่างออกจากกระเป๋า เจ้าชายน้อยเห็นเข้า กล่าวพลางหัวเราะ
                 "ต้นไทรของเธอดูเหมือนหัวกะหล่ำปลี…."
                 "โอ" ฉันออกแสนจะภาคภูมิใจในต้นไทรนั้น
                 "สุนัขป่าของเธอ….หูของเขา…มันดูเหมือนเขาสัตว์…และมันยาวเกินไปด้วย" และเขาก็หัวเราะอีก
                 "เธอไม่ยุติธรรม เด็กน้อย ฉันรู้จักวาดรูปงูมองจากข้างนอก และรูปงูชนิดมองเห็นด้านในได้เท่านั้น"
                 "โอ……ใช้ได้แหละ" เขากล่าว"เด็ก ๆ เข้าใจดี"
                 "เธอมีโครงการซึ่งฉันยังไม่รู้รึ…."
                 แต่เขาไม่ตอบ เขากล่าวว่า
                 "เธอรู้ดี เรื่องที่ฉันตกลงมาบนโลก…พรุ่งนี้ก็จะเป็นวันครบรอบ….."
                 หลังจากเงียบไปครู่ใหญ่เขาก็กล่าวว่า
                 "ฉันตกลงมาใกล้ ๆ นี่แหละ….." และเขาหน้าแดง

                 ฉันรู้สึกใจคอหดหู่อย่างประหลาดอีกครั้งหนึ่ง โดยไม่เข้าใจตนเองว่าทำไมรู้สึกเช่นนั้น อย่างไรก็ตามคำถามหนึ่งได้ผุดขึ้นในความคิดฉัน
                 "ถ้าเช่นนั้น เช้าวันที่ฉันรู้จักกับเธอก็มิใช่โดยบังเอิญนะซิ เมื่อแปดวันก่อน ตอนที่เธอเดินเที่ยวคนเดียวอยู่ในดินแดนซึ่งแสนไกลจากผู้คน เธอกลับมาหาจุดที่เธอตกลงมาใช่ไหม?"
                 เจ้าชายน้อยหน้าแดงอีก และกล่าวเสริมอย่างลังเลว่า
                 "อาจจะเป็นเพราะว่าถึงวันครบรอบกระมัง…."
                 เจ้าชายน้อยหน้าแดงอีก เขาไม่เคยตอบคำถามใดเลย แต่เมื่อคนเราหน้าแดง ก็หมายความว่าใช่ มิใช่หรือ
                 "อา ฉันเกรงว่า….." ฉันกล่าวเสริมกับเขา แต่เขาตอบฉันว่า
                 "เธอต้องทำงานละ เธอต้องกลับไปหาเครื่องจักรของเธอ ฉันรอเธออยู่ที่นี่ พรุ่งนี้เย็นค่อยกลับมาใหม่…."

                 แต่ฉันไม่แน่ใจ ฉันยังจำเรื่องสุนัขป่าได้้
                 เราเสี่ยงต่อการร้องไห้เมื่อเราปล่อยตัวให้สร้างความสัมพันธ์ขึ้น…..


 



๒๖

                ใกล้ ๆ กับบ่อน้ำ มีกำแพงหินเก่า ๆ เมื่อฉันเดินกลับจากงานของฉันในตอนเย็นวันรุ่งขึ้น ฉันสังเกตเห็นเจ้าชายน้อยของฉันแต่ไกล เขานั่งห้อยเท้าอยู่บนกำแพงนั้น และฉันได้ยินเขากล่าวว่า

               "เธอจำไม่ได้รึ" เขากล่าว "ไม่ใช่ตรงนี้ทีเดียวนักหรอก"
              มีอีกเสียงหนึ่งตอบเขาอย่างแน่นอน เพราะเขายืนยันว่า
                "ใช่แน่ วันนี้แหละ เพียงแต่ว่าไม่ใช่ตรงนี้เท่านั้น…."

                ฉันเดินตรงไปยังกำแพง ฉันมองไม่เห็นหรือแม้แต่ได้ยินเสียงใครเลย อย่างไรก็ตามเจ้าชายตอบอีกว่า
                "แน่นอน เธอคงจะเห็นว่ารอยเท้าฉันเริ่มที่ตรงไหนบนพื้นทราย เธอก็เพียงแต่รอฉันหน่อย ฉันจะไปหายังที่นั่นในคืนนี้"

                ฉันอยู่ห่างจากกำแพงประมาณ ๒๐ เมตรได้ และฉันก็ยังมองไม่เห็นอะไรเลยอยู่เช่นเดิม เจ้าชายน้อยก็ยังคงกล่าวสืบไป หลังจากเงียบไปสักครู่ว่า
                "เธอมีพิษดีใช่ไหม ? เธอแน่ใจว่าจะไม่ทำให้ฉันเจ็บปวดนาน ๆ นะ"
                ฉันหยุดยืนนิ่งงันใจเสียวสะท้าน ฉันยังไม่เข้าใจ
                "ตอนนี้ไปเสียก่อน" เขากล่าว "ฉันอยากจะลงละ"

                ดังนั้นฉันจึงลดสายตามองที่เชิงกำแพง แล้วฉันก็กระโดด เจ้างูสีเหลืองซึ่งสามารถฆ่าคุณให้ตายได้ภายในสามสิบวินาที ขดชูคออยู่ตรงนั้นใต้เจ้าชายน้อย ฉันรีบวิ่งเข้าไปพลางคว้าหาปืนพกในกระเป๋า ในเมื่อฉันทำเสียงดังเช่นนั้นเจ้างูก็ค่อยลดตัวลงหายไปในทราย เหมือนสายน้ำพุที่แตกหายไปอย่างช้า ๆ หลบหนีไปตามซอกหินโดยก่อให้เกิดเสียงกระทบเพียงเบา ๆ

                ฉันมาถึงกำแพงพอดีรับร่างเจ้าชายน้อย ซึ่งซีดเหมือนหิมะ
                "เรื่องอะไรกันนี่ เธอพูดคุยกับงูหรือ ตอนนี้"

                ฉันแก้ผ้าพันคอสีทองของเขา แล้วชะโลมน้ำตามใบหน้าเขาและให้เขาดื่ม ตอนนี้ฉันไม่กล้าถามอะไรเขาอีก เขามองดูฉันอย่างเคร่งขรึม และกอดคอฉันแน่น ฉันได้ยินเสียงหัวใจของเขาเต้นเหมือนหัวใจของนกที่กำลังจะตายเมื่อเรายิงมันด้วยปืนสั้น เขาบอกฉันว่า
                "ฉันดีใจที่พบว่าเครื่องยนต์ของเธอขาดอะไร เธอจะได้กลับบ้านของเธอได้…"
                "เธอรู้ได้อย่างไร" ฉันกำลังจะบอกเขาอยู่ทีเดียวว่า ฉันได้ทำงานของฉันสำเร็จทั้ง ๆ ที่หมดหวังแล้ว
                "ฉันเองก็เช่นเดียวกัน วันนี้ ฉันจะกลับบ้านฉัน…" และแล้วอย่างเศร้าสร้อย เขากล่าวว่า "มันออกจะไกลมากทีเดียว….ออกจะยากมาก…."

                ฉันรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างที่พิเศษเกิดขึ้น ฉันกอดแขนเขาแน่นไว้ในวงแขนเหมือนเด็กเล็ก ๆ และถึงกระนั้นฉันก็รู้สึกเหมือนว่าเขาไหลลื่นลงไปในเหว ซึ่งฉันไม่สามารถหยุดยื้อเขาไว้ได้เลย…. สายตาของเขาเคร่งขรึม และมองไกลออกไป
                "ฉันมีแกะของเธอ และฉันมีกรงใส่แกะ และฉันมีปลอกปากด้วย…." และเขาก็หัวเราะอย่างเศร้า ๆ ฉันรออยู่เป็นเวลานาน ฉันรู้สึกว่าตัวเขาค่อย ๆ อบอุ่นขึ้นทีละน้อย
                "เด็กน้อยเอ๋ย เธอกลัวรึ…."
                เขากลัวแน่ละ แต่เขาก็ยิ้มอย่างอ่อนหวาน
                "ฉันคงจะกลัวมากกว่าในคืนนี้….."

                ฉันรู้สึกเย็นยะเยือกขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก และฉันรู้ดีว่าไม่อาจทนความคิดที่ว่าจะไม่ได้ยินเสียงหัวเราะของเขาอีก เพราะมันเป็นเสมือนธารน้ำในทะเลทรายสำหรับฉัน
                "เด็กน้อยเอ๋ย ฉันอยากได้ยินเธอหัวเราะ…"
                แต่เขากล่าวกับฉันว่า
                "คืนนี้ ก็จะครบปีหนึ่ง ดวงดาวของฉันจะโคจรมาอยู่ตรงตำแหน่งที่ฉันตกลงมาเมื่อปีที่แล้ว…"
                "เด็กน้อยเอ๋ย เรื่องงูกับเรื่องนัดพบและเรื่องดวงดาวทั้งหมดนี้ เป็นเพียงฝันร้ายมิใช่หรือ"
                แต่เขามิได้ตอบคำถามของฉัน เขากล่าวกับฉันว่า
                "สิ่งที่สำคัญนั้น ตามองไม่เห็นหรอก"
                "แน่นอน…"
                "เช่นเดียวกับดอกไม้ ถ้าเธอรักดอกไม้ซึ่งอยู่บนดาวดวงหนึ่ง เธอจะรู้สึกเป็นสุขที่จะมองดูท้องฟ้ายามค่ำคืน ดวงดาวทุกดวงดูประหนึ่งว่ามีดอกไม้ประดับทั้งสิ้น"
                "แน่นอน…."
                "เช่นเดียวกับน้ำ น้ำซึ่งเธอให้ฉันดื่มก็เหมือนกับดนตรี ทั้งนี้เพราะต้องชักรอก ต้องใช้เชือก….เธอจำได้ไหม มันแสนจะชื่นใจ"
                "แน่นอน…"
                "ในตอนกลางคืน เธอจะมองดูดวงดาว บ้านฉันเล็กเกินกว่าที่จะชี้ให้เธอได้เห็นว่ามันอยู่ที่ใด ก็ดีอยู่หรอกที่มันเป็นเช่นนั้น เพราะว่าสำหรับเธอ ดวงดาวของฉันก็เป็นดาวดวงหนึ่งในบรรดาดาวทั้งหลาย ดังนั้นเธอจะชอบดูดาวทุกดวง….มันจะเป็นเพื่อนของเธอ และฉันจะให้ของขวัญแก่เธอ…." เขาหัวเราะอีก
                "อา…เด็กน้อยเอ๋ย ฉันชอบเสียงหัวเราะนี้"
                "นั่นแหละคือของขวัญของฉันละ เช่นเดียวกับสำหรับน้ำ"
                "เธอหมายความว่าอย่างไร"

                "คนเรามีดวงดาวซึ่งไม่เหมือนกัน สำหรับบุคคลที่เป็นนักเดินทาง ดวงดาวก็จะเป็นผู้นำทาง สำหับผู้อื่นมันเป็นเพียงแสงสว่างจุดเล็ก ๆเท่านั้น สำหรับบรรดานักปราชญ์ ดวงดาวนั้นก่อให้เกิดปัญหา สำหรับนักธุรกิจของฉัน มันก็เป็นเสมือนทองคำ แต่ทว่าดวงดาวทุกดวงนั้นเงียบ ส่วนเธอ เธอจะมีดวงดาวซึ่งยังไม่เคยมีใครมีเหมือน…."

                "เธอหมายความว่ากระไร"
                "ขณะที่เธอมองดูฟ้าตอนกลางคืน เพราะเหตุที่ฉันอาศัยอยู่ในดาวดวงหนึ่ง ในบรรดาดาวทั้งหลาย เนื่องจากฉันกำลังหัวเราะอยู่บนดาวดวงใดดวงหนึ่ง ฉะนั้นจึงดูประหนึ่งว่าดาวทุกดวงกำลังหัวเราะด้วย เธอก็จะมีดวงดาวที่หัวเราะได้"
                แล้วเขาก็หัวเราะอีก

                "และเมื่อเธอหายเศร้าแล้ว (คนมักจะปลอบตนเองได้เสมอ) เธอจะยินดีที่ได้มารู้จักฉัน เธอจะเป็นเพื่อนของฉันตลอดไป เธอจะอยากหัวเราะกับฉัน และบางทีเธอจะเปิดหน้าต่างอย่างนี้เพื่อความสุขนั้น… และเพื่อน ๆ ของเธอจะประหลาดใจที่เห็นเธอหัวเราะพลางมองดูท้องฟ้า เธอก็บอกกับพวกเขาได้ว่า
                "จริง ๆนะดวงดาวเหล่านี้ทำให้ฉันหัวเราะเสมอแหละ…" และพวกเขาก็จะคิดว่าเธอเป็นบ้า ฉันเล่นตลกกับเธออย่างสกปรกทีเดียวนะ…."

                และเขาก็หัวเราะอีก
                "ก็เหมือนกับว่าแทนที่จะมอบดวงดาวให้กับเธอ ฉันได้ให้ลูกพรวนที่หัวเราะได้แก่เธอ…." แล้วเขาก็หัวเราะอีก ต่อมาเขากลับเคร่งขรึม "คืนนี้…เธอรู้ไหม…อย่ามานะ"
                "ฉันจะไม่จากเธอไป"
                "ฉันคงมีท่าทางเจ็บปวด…ฉันคงมีท่าทางจะตาย มันเป็นอย่างนั้นเองแหละ อย่ามาดูเลย…อย่ามาลำบากเลย"
                "ฉันจะไม่ยอมจากเธอไป…."
                แต่เขามีท่าทางเป็นกังวล
                "ที่ฉันบอกเธอนี่…ทั้งนี้ก็เพราะงู เธอต้องไม่ให้มันกัดเธอนะ งูพวกนั้นใจร้ายนัก มันอาจจะกัดเอาเพราะสนุกก็ได้…"
                "ฉันจะไม่จากเธอไป" เขามีท่าทางมั่นอกมั่นใจอะไรสักอย่าง "จริงซี มันไม่มีพิษที่จะกัดอีกเป็นครั้งที่สอง"

                คืนนั้นฉันไม่เห็นตอนเขาออกเดินทาง เขาหายตัวไปโดยปราศจากสุ้มเสียง เมื่อฉันตามเขาไปทัน เขากำลังเดินดุ่ม ๆ อย่างรวดเร็ว เขาทักฉันแต่เพียงว่า
                "อา…เธอเองรึ" แล้วเขาก็จับมือฉัน ท่าทางเป็นทุกข์อยู่
                "เธอคิดผิด เธอจะเป็นทุกข์ เพราะฉันคงมีท่าทางตาย ซึ่งอันที่จริงมิใช่ความจริง…."
                ฉันนิ่งเงียบ
                "เธอเข้าใจไหม มันไกลเกินไป เธอไม่สามารถแบกร่างที่หนักนี้ไปด้วยได้ มันหนักเกินไป"
                ฉันคงนิ่งเฉย
                "มันก็เหมือนกับเปลือกเก่า ๆ ที่เราทิ้ง ไม่ใช้เรื่องน่าเศร้า ทิ้งเปลือกเก่า ๆ นี่"
                ฉันยังคงนิ่งเงียบ เขาคงรู้สึกท้อใจ แต่ยังคงพยายาม
                "เธอรู้สึกไหมว่าจะดีทีเดียว ฉันเองจะมองดูดวงดาว ดาวทุกดวงจะเป็นเช่นบ่อน้ำที่มีรอกเก่าขึ้นสนิม ดาวทุกดวงจะดูประหนึ่งเชื้อเชิญให้ฉันดื่ม…."
                ฉันนิ่งเงียบ
                "คงจะสนุกทีเดียว เธอก็จะมีลูกพรวนห้าร้อยล้านลูก ฉันก็จะมีบ่อน้ำถึงห้าร้อยล้านเช่นกัน…."
                และเขาเองก็นิ่งเงียบ เพราะว่าเขากำลังร้องไห้
                "ตรงนั้นแหละ ให้ฉันเดินไปคนเดียวเถิด….."
                แล้วเขาก็นั่งลงเพราะความกลัว เขากล่าวว่า
                "เธอรู้ไหม…ดอกไม้ของฉัน ฉันรับผิดชอบเขา และเขาช่างอ่อนแอเสียนี่กระไร และเขาช่างไร้เดียงสา เขามีหนามเล็ก ๆ ๔ หนามด้วยกันไว้ป้องกันตัวจากภัยทั้งหลาย…."
                ฉันเองก็นั่งลงเพราะไม่สามารถจะยืนต่อไปได้ เขากล่าว
                "นั่นไง…แค่นี้เอง…"

                เขาลังเลอยู่บ้าง แล้วเขาก็กลับยืนขึ้นมาใหม่ ก้าวไปข้างหน้า ส่วนฉันไม่สามารถกระดุกกระดิก มีแสงแวบสะท้อนสีเหลือง ๆ ใกล้ข้อเท้าของเขา เขายืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง เขาไม่ร้องเลย แล้วค่อย ๆ ล้มเหมือนต้นไม้ล้ม โดยไม่ได้ก่อเสียงแม้แต่เล็กน้อยเพราะเป็นพื้นทราย


 



๒๗

                และ ขณะนี้ล่วงมาหกปีเข้านี่แล้ว..ฉันยังไม่เคยเล่าเรื่องนี้มาก่อนเลย เพื่อน ๆ พากันดีใจที่เห็นฉันมีชีวิตรอดกลับมา ฉันออกเศร้า ๆ แต่ฉันบอกกับเขาว่า
                "เป็นเพราะฉันเหนื่อยเท่านั้นเอง…."
                ตอนนี้ฉันค่อยหายโศกเศร้าบ้างแล้ว คือว่า…ยังไม่หายเศร้าทีเดียวนัก แต่ฉันทราบดีว่าเขากลับไปยังโลกของเขา เพราะว่าเช้าวันรุ่งขึ้น ฉันไม่พบร่างของเขา ร่างนั้นก็ไม่หนักเกินไปนักหรอก…และฉันชอบฟังเสียงดวงดาวยามค่ำคืน มันเหมือนลูกพรวนห้าร้อยล้านลูก….

                แล้วก็มีสิ่งประหลาดเกิดขึ้น ปลอกปากซึ่งฉันวาดให้เจ้าชายน้อยนั้น ฉันลืมวาดสายหนังให้ด้วย เขาจึงไม่สามารถผูกแกะของเขาได้ ฉันจึงสงสัยว่า
                "อะไรจะเกิดขึ้นที่บนดาวดวงนั้น บางทีแกะอาจจะไปกินดอกไม้เสียก็ได้…"

               บางทีฉันก็คิดว่า
                "เป็นไปไม่ได้ เจ้าชายน้อยใช้ครอบแก้วคลุมดอกไม้ของเขาไว้ทุกคืน และเขาก็เฝ้าดูแกะของเขาเป็นอย่างดี…"
               ดังนั้นฉันก็รู้สึกเป็นสุข และดาวทุกดวงก็หัวเราะค่อย ๆ กับฉัน…

                บางทีฉันก็รำพึงบอกกับตัวเองว่า
                "บางครั้งเราก็ขี้หลงขี้ลืมกันเหมือนกัน ถ้าเย็นวันหนึ่ง เขาลืมครอบแก้ว หรือ เจ้าแกะย่องออกมาได้ในตอนกลางคืน เป็นเสร็จแน่.." ลูกพรวนก็ดูเหมือนจะร่ำไห้กันทั่วหน้า…..

               นี่แหละคือความลับอันยิ่งใหญ่ คุณซึ่งรักเจ้าชายน้อยเช่นกันกับฉัน ทุกสิ่งในจักรวาลจะดูเหมือนกันไปหมด ถ้าหากว่ามีที่ใดที่หนึ่งซึ่งเราไม่รู้แน่ว่าหนใดนั้น มีแกะตัวหนึ่งซึ่งเราไม่ทราบว่ามันได้กินดอกกุหลาบเข้าไปหรือเปล่า….
                จงมองดูท้องฟ้า จงถามตัวคุณเอง เจ้าแกะกินดอกไม้ไปหรือเปล่านะ ? … แล้วคุณจะเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนไปหมด…
               และจะไม่มีผู้ใหญ่คนใดเลยที่จะเข้าใจว่าสิ่งนั้นมีความสำคัญเพียงไร…


                สำหรับฉัน ภาพนี้เป็นภาพที่งามที่สุดและเศร้าที่สุดในโลกที่เป็นภาพเดียวกับภาพหน้าก่อน แต่ฉันวาดมันซ้ำอีกเพื่อชี้ให้คุณเห็นว่า ที่นี่เองซึ่งเจ้าชายน้อยได้ปรากฏบนโลกเรา และได้หายไป

               จงมองภาพนี้อย่างตั้งอกตั้งใจ เพื่อจะได้แน่ใจว่าจะได้จำภาพนี้ได้ ถ้าหากวันหนึ่งคุณมีโอกาสเดินทางไปในแอฟริกา ในทะเลทราย และถ้าบังเอิญคุณมีโอกาสผ่านไปทางนั้น ฉันขอร้องคุณอย่ารีบร้อนไป รอสักครู่หนึ่งตรงจุดใต้ดวงดาวนั้น
              ถ้าหากมีเด็กเล็ก ๆ คนหนึ่งมาทักคุณ ถ้าเขาหัวเราะ ถ้าเขามีผมทอง ถ้าเขาไม่ตอบคำถามของคุณเวลาคุณถาม คุณจะเดาได้ทันทีว่าเขาคือใคร
              ได้โปรดกรุณาช่วยส่งข่าวถึงฉันด่วนว่าเขากลับมาแล้ว อย่าปล่อยให้ฉันเศร้าโศกต่อไปอีกเลย


 



  
บันทึกของผู้แปล

                 ปกติ นวนิยายของ อองตวน เดอ แซงเตกซูเปรี จะเสนอปัญหาต่าง ๆของนักบิน เช่นความขัดแย้งระหว่างหน้าที่กับความรัก การเอาชนะความกลัวซึ่งมีอยู่ในสันดานมนุษย์เราทุกคน โดยใช้จุดหมายปลายทางเป็นเครื่องปลอบประโลมใจหรือให้ความหวัง หรือบางครั้งก็อาศัยหัวหน้าที่เข้มแข็งเด็ดขาดเป็นผู้บังคับให้นักบินปฏิบัติงานจนสำเร็จ
                ในขณะเดียวกันนั้นแซงเต็กซูเปรีได้สร้างบรรยากาศใหม่ ๆ แก่วงนิยายฝรั่งเศสปัจจุบันคือโลกของนักบิน โลกซึ่งมีโฉมหน้าแปลกไปจากที่เราท่านมองเห็นทุกวัน โลกที่กว้างใหญ่ไพศาลและซับซ้อนจากสายตานักบินที่มองขณะปฏิบัติงาน ณ เบื้องสูงย่อมเห็นในขอบเขตกว้างไกล เห็นแม้กระทั่งดินแดนอันลี้ลับและเปล่าเปลี่ยว เช่นป่าดงดิบในอเมริกาใต้ บริเวณเทือกเขาสูงซึ่งมีหิมะปกคลุมตลอดปี เป็นต้น
                แม้แต่ชีวิตนักบินยามสงคราม แซงเตกเปรีก็นำมาเล่าด้วยพร้อมทั้งชี้ให้เห็นว่าชีวิตมนุษย์ต้องสิ้นไปอย่างไร้ค่าเพียงใดในยามสงครามนั้น คุณค่าประการเดียว ซึ่งเราพอจะหาได้จากสงครามก็คือ ความกลมเกลียวสมานฉันท์ของมนุษย์ แต่ทว่าคุณค่านั้นมิจำเป็นต้องเกิดขึ้นระหว่างสงครามเท่านั้น เราอาจสร้างสรรค์ขึ้นในยามสงบ เมื่อมนุษย์เราทำงานร่วมกันเพื่อวัตถุประสงค์เดียวกัน กล่าวคือเมื่อเรามีความรักต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันนั่นเอง

                ความรักนี้เป็นสาระสำคัญที่ แซงเตกซูเปรี นำมาเขียนวิจัยเรื่อง "เจ้าชายน้อย" เขาเน้นว่าบ่อเกิดของความรักเริ่มมาจากความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนก่อน และแล้วในที่สุดสิ่งที่เราสนใจ เอาใจใส่ดูแล มีความคุ้นเคยด้วยนั้นจะแปรเปลี่ยนเป็นสิ่งที่เรารักและเป็นสิ่งเดียวที่มีคุณค่าและมีความหมายเฉพาะสำหรับเรา เช่นเดียวกับที่ดอกไม้มีความหมายต่อเจ้าชายน้อยฉะนั้น
                ส่วนการที่เจ้าชายน้อยไม่เข้าใจอารมณ์อันอ่อนไหวสลับซับซ้อนของดอกไม้ของเขาก็ปัญหาเดียวกับที่ จาค แบร์นี่ ประสบในเรื่อง Courrier Sud ต่างกันที่ว่าจาคได้ผละจาก เยเน เวียบ คนรักไปอุทิศชีวิตแก่งานบิน ส่วนเจ้าชายน้อยอมละทิ้งดอกไม้และโลกของเขามาเพื่อแสวงหาความจริงแห่งชีวิต

                มารยาของดอกไม้ดอกเดียวทำให้เจ้าชายน้อยผู้น่ารักต้องเร่ร่อนไปพบคนประเภทต่าง ๆ มีทั้งพระราชา ชายขี้เมา นักธุรกิจ คนจุดโคมตามถนน ฯลฯ แต่ละคนหมกมุ่นกับงานหรือความคิดของตนเพื่อหนีสภาพความเป็นจริงซึ่งตนไม่ยอมรับทั้ง ๆ ที่ยังไม่รู้ชัดว่าสิ่งที่ตนประสงค์คืออะไร ต่อเมื่อเจ้าชายน้อยมาพบสุนัขจิ้งจอกในทะเลทรายนั่นแหละ เขาจึงได้ตระหนักว่า ความจริงของชีวิตนั้นคือชีวิตต้องการความรัก ความรักเป็นน้ำหล่อเลี้ยงชีวิตให้ยืนยง เป็นน้ำซึ่งไม่มีวันเหือดแห้งเปรียบเสมือนน้ำที่ซึมอยู่ใต้ผิวทรายและความรักนั้นเป็นเรื่องของหัวใจเป็นเรื่องของความรู้สึกรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตัวรักนั่นเอง

                นักบินซึ่งพบกับเจ้าชายน้อย หรือตัวแซงเตกซูเปรี นั้นเองเป็นผู้ค้นพบความจริงประการหนึ่ง คือชีวิตนี้บอบบางหาค่ามิได้ กำลังใจอย่างเดียวเท่านั้นที่จะช่วยรักษาชีวิตให้ยืนยงอยู่รอดมาได้และตัวเจ้าชายน้อยเองนี่แหละเป็นสัญลักษณ์ของความจริงข้อนี้ เป็นสัญลักษณ์ของความละเอียดอ่อนละเมียดละไมแห่งชีวิต ซึ่งแซงเตกซูเปรี พยายามจำลองออกมาดังในภาพ คือเด็กน้อยผู้มีดวงหน้าอ่อนโยนบริสุทธิ์ ยิ้มเศร้า ๆ มีผ้าพันคอปลิวไสวตามสายลมยืนอยู่โดดเดี่ยว กระจ้อยร่อยท่ามกลางท้องฟ้าอันเวิ้งว้างกว้างไกล ถ้าดูให้ซึ้งอีกทีจะเห็นความรู้สึกรันทดใจของผู้วาดแอบแฝงอยู่ อาจเป็นไปได้ว่าผู้วาดใฝ่ฝันหาบุตรซึ่งตนเองไม่มี หรือไม่ปรารถนาที่จะให้วัยเด็กของตนนั้นคงอยู่ชั่วนิรันดร์

                สิ่งนี้เป็นสาเหตุประการหนึ่งที่ทำให้แซงเตกซูเปรีเขียนเรื่อง "เจ้าชายน้อย" ในรูปนิทานสำหรับเด็กทั้ง ๆ ที่เนื้อหาเป็นเรื่องแทรกปรัชญาชวนคิดสำหรับผู้ใหญ่
                เขาเองก็ได้ให้เหตุผลว่าวัยเด็กเป็นวัยบริสุทธิ์ เป็นอาณาจักรแห่งความฝันของมนุษย์เรา และความฝันเป็นสิ่งมหัศจรรย์อย่างหนึ่ง เพราะความฝันช่วยนำให้มนุษย์หลุดพ้นจากสภาพการณ์ที่เป็นจริงของชีวิต ชีวิตที่ต้องลำบากกระหกกระเหินเรื่อยไปในโลก และจบลงด้วยความตาย ความฝันจึงเป็นแหล่งเดียวที่มนุษย์เรามีสิทธิ์โดยสมบูรณ์เป็นสิทธิ์เฉพาะบุคคลซึ่งหาขอบเขตมิได้

                การปรากฎตัวของเจ้าชายน้อยต่อนักบินเปรียบเสมือนช่วงความฝันระยะหนึ่งซึ่งแสนจะวิจิตรงดงามสำหรับนักบินผู้นั้น ซึ่งเขาไม่มีวันจะลืมเลือนเลยมีแต่จะหวนระลึกถึงตลอดไป

อำพรรณ โอตระกูล


 



BACK INDEX TOP
home