พุทธิศริระทูลว่า "พระองค์จงประทานอภัยแก่ข้าพเจ้าแลทรงฟังคำที่ข้าพเจ้าทูลนี้เถิด
การที่รับสั่งบอกชื่อข้าพเจ้าแก่นางนั้นไม่ดีเลย ผู้ชายไม่ควรทำให้ผู้หญิงรู้ได้ว่าความลับซึ่งนางบอกแก่มือซ้ายแห่งชายนั้นทราบไปถึงมือขวา
ถึงยิ่งทราบไปถึงคนอื่นด้วยยิ่งร้ายใหญ่ อีกอย่างหนึ่งการที่ทรงสำแดงให้นางทราบว่า
ทรงพระเมตตาข้าพเจ้านั้นก็ไม่เป็นทางดี เพราะ ผู้หญิงย่อมจะเกลียดเพื่อนของชายที่รัก
" พระยุพราชตรัสว่า "ข้าจะทำอย่างไรได้ เมื่อข้ารักนางข้าก็ไม่อยากปกปิดข้อความอะไร
เมื่อนางถามก็บอกตรงๆ ทั้งนั้น" พุทธิศริระทูลว่า "พระหฤทัยเช่นนี้เมื่อพระองค์จำเริญพระชนม์ยิ่งขึ้นก็คงจะเปลี่ยน
เพราะจะทรงทราบได้ว่า ความรักระหว่างหญิงกับชายนั้น คือการเล่นซึ่งต้องใช้ปัญญาระหว่างคนสองคนที่มีเพศต่างกัน
ฝ่ายหนึ่งเพียรจะเอาเปรียบมากที่สุด อีกฝ่ายหนึ่งเพียรจะเสียเปรียบน้อยที่สุดที่จะเป็นได้
คนทั้งสองต่อสู้กันบนกระดานสกาเช่นนี้ ฝ่ายที่ปัญญาแหลมกว่าแลชำนาญกว่าย่อมชนะเสมอ
ความไม่พูดนั้นเป็นสิ่งที่หัดทำได้ ถ้าพระองค์ทรงซ้อมอยู่สักปีหนึ่งจะทรงเห็นว่า
การเปิดความลับนั้นยากกว่าการปิดไปเสียอีก ถ้าจะกล่าวถึงขนมที่นางประทานมานี้ ข้าพเจ้ายอมเอาชีวิตข้าพเจ้าเป็นสินพนันกับชีวิตหมาว่าขนมนี้ผสมด้วยยาพิษ"
พระวัชรมุกุฏตรัสว่า "เป็นไปไม่ได้เป็นอันขาด ไม่มีใครในโลกนี้จะทำอย่างที่ท่านว่า
ถ้าคนไม่กลัวคนด้วยกันก็ต้องกลัวพระผู้เป็นเจ้าบ้าง" พุทธิศริระกล่าวว่า " ข้าพเจ้าเกิดมายังไม่เคยรู้เลยว่า
ผู้หญิงที่กำลังรักกลัวพระผู้เป็นเจ้าหรือกลัวอะไรบ้าง แต่ข้อที่ข้าพเจ้ากล่าวนั้นทดลองได้ง่ายๆ
(พูดพลางเรียกหมาที่นอนอยู่ข้างนั้น แล้วโยนขนมให้หน่อยหนึ่งกล่าวว่า) "เอ้า เอ็งไปหาญาติสามหัวของเอ็งซึ่งเป็นผู้รับใช้มัจจุราชนั้นเกิด"
หมาได้ยินก็ลุกขึ้นกินขนมที่พุทธิศริระโยนให้ ประเดี๋ยวก็ล้มลงขาดใจตาย พระยุพราชเห็นดังนั้นก็ทรงเสียใจเป็นกำลัง
ตรัสว่า "นางช่างเป็นเช่นนี้ได้ ไม่คิดเลยว่าจะชั่วช้าถึงปานนี้ ข้าหลงรักนางนักหนา
ไม่รู้เลยว่าใจคอหยาบคายมาก ข้าจะกล้าอยู่กับนางไปอย่างไรได้" พุทธิศริระทูลว่า "สิ่งใดเกิดแล้วสิ่งนั้นย่อมเกิดแล้ว
จะแก้ให้กลับไม่เกิดนั้นไม่ได้ ข้าพเจ้าคิดเกรงมาแต่แรกแล้วว่า พระราชกุมารีทรงปัญญาหลักแหลมนักคงจะทำอะไรชนิดนี้เป็นแน่
เพราะคนเราไม่มีใครจะทำอะไรผิด จะทำอะไรโง่ๆ จะทำอะไรนอกคอกเหมือนหญิงสาวมีปัญญา
แม้จะทำการที่มีโทษ ก็ทำให้สนิทสนมไม่ได้ ข้าพเจ้าขออยู่ห่างไกลปัญญาหญิง ขออยู่กับความโง่เขลาจึงจะเป็นสุข"
ในตอนนี้ พระราชบุตรมิได้ทรงยกย่องความฉลาดเลย พุทธิศริระจึงทูลต่อไปว่า "ข้าพเจ้าก็ได้ทูลกำชับแล้วเพราะเกรงจะเป็นเช่นนี้
แต่บัดนี้เมื่อได้เห็นฤทธิ์นางแล้วก็เบาใจ นางคิดไม่สำเร็จครั้งนี้นับว่าสิ้นโอกาสที่จะทำการเช่นเดียวกันอีก
หรือถ้าทำก็ไม่ใช่ทำในเร็ววันนี้ ข้าพเจ้าขอทูลถามปัญหาข้อหนึ่ง คือถ้าไม่ได้อยู่กับนางพระองค์จะมีความสุขได้หรือ"
พระยุพราชทรงถอนใจใหญ่ตรัสว่า "ไม่ได้เป็นแน่"
พุทธิศริระทูลว่า
"ถ้าไม่ได้ก็ต้องใช้ปัญญาด้วยมีความรู้ว่าไม่ได้นั้นเป็นบรรทัด เราจะต้องประชันหน้ากับนางในสนามรบ
แลเอาชัยในเชิงอาวุธที่นางใช้เอง อาวุธนั้นคือความหลอกล่อ ตามธรรมดาข้าพเจ้าไม่เต็มใจจะทำกลกับหญิง
แต่นางองค์นี้เห็นจะเป็นชายาดีของพระองค์แท้จริง การวางยาพิษนี้นางเพียรจะเอาชีวิตข้าพเจ้า
มิใช่ชีวิตพระองค์ จะว่านางประทุษร้ายต่อพระองค์ไม่ได้ พระองค์เสด็จออกมาครั้งนี้นางกำหนดให้เสด็จกลับเมื่อไร"
พระยุพราชตรัสว่า "เมื่อข้าสิ้นห่วงท่านแล้วให้กลับเข้าไป" พุทธิศริระกล่าวว่า "ถ้าอย่างนั้นนางคอยท่าเสด็จกลับพรุ่งนี้กลางคืน
เพราะจะเสด็จกลับเข้าวังก่อนนั้นไม่ได้ ข้าพเจ้าจะขอทูลลาไปเข้าที่นอน เพื่อจะได้ตรึกตรองหาทางที่จะทำการให้สำเร็จประสงค์"
พุทธิศริระทูลดังนั้นแล้วพระราชบุตรก็เข้าที่บรรทม พุทธิศริระก็ไปนอน
กลางคืนวันรุ่งขึ้นครั้นถึงเวลาเช้าพระวัชรมุกุฏก็เสด็จเข้าวัง พุทธิศริระไปส่งเสด็จตามทาง
ทูลว่า "ความประสงค์ของเราคือจะพาตัวพระราชกุมารีไป พระองค์จงรับตรีศูล (คือสามง่าม)
นี้ไปซ่อนในพระองค์ แลเมื่อพบนางจงสำแดงเสน่หาให้มาก อย่าตรัสเล่าถึงการที่เป็นไปเมื่อคืนนี้
นางคอยฟังไม่เห็นตรัสว่ากระไรก็คงจะถามถึงข้าพเจ้า พระองค์จงตรัสบอกนางว่าข้าพเจ้ากำลังไม่สบาย
ยังไม่ได้กินขนมที่นางประทานออกมา ข้าพเจ้าเก็บขนมนั้นไว้ว่าจะกินคืนวันนี้ ในกลางคืนเมื่อนางบรรทมหลับ
พระองค์จงลอบถอดเครื่องเพชรพลอยที่ประดับองค์นาง แล้วเอาตรีศูลนี่แทงที่ชงฆ์ข้างซ้ายแห่งนางแล้วรีบเสด็จออกมาหาข้าพเจ้า
ถ้านางบรรทมยังไม่หลับจงประทานผงนี้ให้นางดม เมื่อดมผงนี้แล้วอย่าว่าแต่คน ถึงช้างก็จะหลับเหมือนตายไปจนรุ่งสว่าง
แม้นแทงด้วยตรีศูลก็ไม่ตื่น ส่วนพระองค์เองนั้น อย่าลองดมยานี้เป็นอันขาด"
พระวัชรมุกุฏทรงรับยาจากพุทธิศริระแล้ว ก็ทรงเล็ดลอดเข้าไปในวัง ในเวลาซึ่งนายประตูนั่งหลับตามเคย
ครั้นถึงตำหนักพบนางนั่งคอยท่าอยู่ สององค์ก็สำแดงยินดีต่อกันตามเยี่ยงอย่างหญิงชาย
ฝ่ายนางปัทมาวดี แลดูพระเนตรแลสังเกตกิริยาพระสามี เห็นยิ้มแย้มแจ่มใสดี นางก็หลอกผู้ซึ่งหญิงฉลาดชอบหลอก
(คือตัวเอง) ว่า อุบายที่คิดไปนั้นสำเร็จประสงค์ พระสามีไม่รู้กล แลตั้งแต่บัดนี้นับว่าไม่มีใครอื่น
ซึ่งพระสามีจะห่วงถึงต่อไป นางทรงนึกรื่นรมย์ในหฤทัยเช่นนี้จนบรรทมหลับไป
ฝ่ายพระวัชรมุกุฏ
ครั้นนางหลับแล้วเกรงจะหลับยังไม่สนิทก็เอายาให้ดม แล้วถอดเครื่องเพชรพลอยซึ่งประดับองค์นางจนหมด
เอาตรีศูลแทงที่ชงฆ์ซ้ายแล้วรีบพาเครื่องประดับหนีออกจากวังไปหาพุทธิศริระ พุทธิศริระตรวจดูของเหล่านั้นแล้ว
ก็ฉวยย่ามห้อยบ่าเชิญให้ราชบุตรทรงดำเนินตามไป จนถึงป่าช้าแห่งหนึ่ง พุทธิศริระกับพระราชบุตรก็เปลี่ยนเครื่องแต่งกาย
พุทุธิศริระเองแต่งเป็นโยคี พระราชบุตรแต่งเป็นศิษย์ แล้วซ่อนเสื้อผ้าซึ่งผลัดออกนั้นสำเร็จแล้ว
พุทธิศริระผู้เป็นครูจึงกล่าวแก่พระราชกุมารผู้เป็นศิษย์ว่า
"ท่านจงไปในตลาดแลเที่ยวบอกขายเครื่องเพชรพลอยเหล่านี้
สำแดงของให้คนเห็นมากๆ ด้วยกัน แลถ้าใครจับกุมท่านจงพาตัวมาหาข้าพเจ้า"
ครั้นรุ่งเช้าพระวัชรมุกุฏก็พาเครื่องประดับอันมีราคาเป็นอันมากนั้นไปเที่ยวบอกขายในตลาด
ครั้นไปถึงร้านช่างทองร้านหนึ่ง ยื่นของให้ดูแลบอกขายทั้งถามราคาของเหล่านั้นด้วย
ช่างทองนั่นเป็นคนค้าขายโดยสุจริตต่อเมื่อจำเป็นจะสุจริต ครั้นเห็นคนหนุ่มไม่รู้จักราคาของ
นำเอาของราคามากไปบอกขายเช่นนั้นก็กล่าวว่าเป็นของเลว และจะรับซื้อเป็นราคาเพียงหนึ่งในพันแห่งราคาจริง
ราคาที่ช่างทองจะรับพระวัชรมุกุฏไม่ยอมขาย เพราะต้องการจะเที่ยวอวดของเหล่านั้นต่อไปอีก
ครั้นจะสด็จ ออกจากร้าน ช่างทองก็เข้ากั้นประตูไว้แล้วกล่าวว่า ถ้าไม่ยอมขายจะเรียกตำรวจจับ
เพราะของเหล่านั้นช่างทองถูกขโมยไปเมื่อ ๒ - ๓ วันนั้นเอง
ฝ่ายพระราชกุมารเมื่อช่างทองกล่าวขู่ดังนั้นก็ไม่ทรงหวาดหวั่นกลับทรงพระสรวล ช่างทองลังเลในใจไม่กล้าเรียกตำรวจมาจริงๆ
เพราะทราบว่าถ้าเรียกตำรวจมา สิ่งของเหล่านั้นจะเป็นลาภแก่ตำรวจ ยิ่งกว่าเป็นลาภแก่ช่างทองหลายร้อยเท่า
ช่างทองกำลังตรึกตรองยังไม่แน่ใจว่าจะทำอย่างไรดี พอมีคนอีกคนหนึ่งเข้ามาในร้าน คนที่มาใหม่นั้นเป็นช่างทองหลวง
ครั้นเห็นเครื่องประดับเข้าก็จำได้แลกล่าวว่า "เครื่องประดับเพชรพลอยเหล่านี้เป็นของพระราชธิดา
ข้าพเจ้าจำได้ถนัด เพราะได้เป็นผู้ทำเมื่อ ๒ - ๓ เดือนนี้เอง (พูดเท่านั้น แล้วช่างทองหลวงหันไปถามพระราชกุมารว่า)
"เจ้าได้ของเหล่านี้มาแต่ไหน"
ในเวลาที่ไต่ถามกันอยู่เช่นนี้ มีคนมายืนมุงดูเป็นอันมาก จนข่าวทราบไปถึงผู้บังคับการตำรวจ
ผู้บังคับการตำรวจจึงให้ตามตัวพระราชกุมารแลช่างทองทั้งสองคนไปไต่สวน ครั้นไปถึงพร้อมกันแลตรวจของกลางแล้ว
ผู้บังคับการตำรวจก็ถามพระราชกุมารว่า "เจ้าได้ของเหล่านี้มาแต่ไหน จงให้การไปแต่ความจริง"
พระวัชรกุมารแสร้งทำเป็นกลัว ตรัสตอบว่า "ครูของข้าพเจ้ามอบของเหล่านี้ให้ข้าพเจ้าไปเที่ยวขาย
ในเวลานี้ ครูของข้าพเจ้ากระทำการบูชาอยู่ที่ป่าช้านอกเมือง จะได้ของเหล่านี้มาจากไหนข้าพเจ้าหาทราบไม่
ข้าพเจ้าเป็นผู้ไม่มีความผิด ท่านจงปล่อยตัวข้าพเจ้าไปเถิด"
ผู้บังคับการตำรวจได้ยินดังนั้น ก็ให้ไปตามพุทธิศริระมาจากป่าช้า แล้วพาคนทั้งสองไปเฝ้าท้าวทันตวัต
ทูลความให้ทรงทราบทุกประการ ท้าวทันตวัตทรงฟังเรื่องตลอดแล้วก็ตรัสถามพุทธิศริระว่า
ได้ของเหล่านั้นมาแต่ไหน พุทธิศริระได้ยินรับสั่งถาม ก็คลี่หนังโครำออกปูเป็นอาสนะ
แล้วนั่งลงชักประคำท่องมนต์อยู่เกือบชั่วโมงหนึ่ง จึงทูลตอบว่า
"ข้าพเจ้ากล่าวคำสัตย์ ด้วยมีพระมหาเทพเป็นพยานว่าของเหล่านี้เป็นสมบัติของข้าพเจ้า
คือเมื่อวันแรมสิบสี่ค่ำกลางคืน ข้าพเจ้าไปที่ป่าช้าเผาศพเพื่อจะสวดมนต์เรียกแม่มด
ข้าพเจ้าสวดเรียกอยู่ช้านานจึงเรียกมาได้ ครั้นแม่มดมาแล้วก็ทำกิริยากำเริบอุกอาจ
ข้าพเจ้าจึงต้องลงโทษแทงด้วยตรีศูลอันนี้ ถูกตรงขาซ้าย ถึงกระนั้นแล้วยังดื้อดึงอยู่อีก
ข้าพเจ้าจึงปลดเอาของเหล่านี้ออกไว้เสีย แล้วไล่ให้ไปตามใจ แต่เช่นนั้นแล้วยังทำกิริยากำเริบอยู่อีกช้านาน
ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นแม่มดที่ดื้อดึงเช่นนั้นเลย ของเหล่านี้ข้าพเจ้าได้มาจากแม่มดนั้น
โดยประการที่ทูลมาเช่นนี้"
ท้าวทันตวัตได้ทรงฟังดังนั้นก็ทรงเฉลียวใจขึ้นมา จึงตรัสให้โยคีคอยอยู่ที่ท้องพระโรง
แล้วเสด็จขึ้นข้างใน พบพระราชมารดาก็ทูลว่า "พระแม่จงเสด็จไปยังที่อยู่แห่งนางปัทมาวดี
พระราชธิดาของข้าพเจ้า แลตรวจดูชงฆ์ซ้ายแห่งนางว่ามีรอยอันใดบ้าง แลเป็นรอยชนิดไหน
ข้าพเจ้าจะคอยฟังอยู่ที่นี้" พระราชมารดาเสด็จไปครู่หนึ่ง ก็เสด็จกลับมาตรัสแก่ท้าวทันตวัตผู้พระราชบุตรว่า
"แม่ได้ไปถึงห้องนางปัทมาวดีแล้ว นางนอนอยู่ในที่บรรทม มีแผลสามรอยอยู่ที่ชงฆ์ซ้าย
มีอาการเหมือนหนึ่งเจ็บปวดมาก แม่ถามว่าได้แผลนั้นมาอย่างไร นางตอบว่าตะปูตำ แต่แม่ไม่เคยเห็นตะปูสามแหลมเช่นนี้
นางคงจะได้ทุกข์มากเพราะแผลนั้น แม่จะรีบกลับไปดูแลรักษามิฉะนั้นอาจเป็นเหตุให้เกิดความเศร้าโศกในวงศ์ญาติ"
พระราชมารดาตรัสดังนั้นแล้ว ก็เสด็จกลับไปยังที่อยู่แห่งพระราชธิดา ฝ่ายท้าวทันตวัตได้ทรงฟังดังนั้นก็อ้ำอึ้งในพระหฤทัย
ทรงคิดว่า " การในเรือนหนึ่ง ความคิดในใจหนึ่ง ความเสียหายหนึ่ง
ไม่ควรจะบอกให้ใครทราบ เมื่อนางปัทมาวดีเป็นแม่มดเช่นนี้ นางก็มิใช่บุตรีของเรา
จำเราจะไปหารือโยคีดู" ตรัสเท่านั้นแล้วก็เสด็จออกไปที่ท้องพระโรง ตรัสให้ศิษย์ของโยคีถอยออกไป
แล้วก็ตรัสถามโยคีว่า "ท่านผู้ทรงความรู้จงบอกแก่ข้าว่า หญิงที่เป็นแม่มดนั้น ธรรมศาสตร์บัญชีให้ลงโทษอย่างไร"
พุทธิศริระผู้เป็นโยคีทูลว่า "ข้าแต่พระมหาราชา ธรรมศาสตร์กล่าวว่า ถ้าพราหมณ์หรือวัวหรือหญิงหรือเด็ก
หรือผู้ที่อยู่ในปกครองของเรากระทำความผิดอันนั้นท่านให้ลงโทษไล่เสียจากบ้านเมือง
ถึงแม้จะควรอย่างยิ่งที่จะลงโทษประหารชีวิต ก็ลงโทษถึงปานนั้นไม่ได้เพราะพระลักษมีไม่โปรด"
พระราชาได้ทรงฟังดังนั้นก็ประทานรางวัลแก่โยคีเป็นอันมาก แล้วเสด็จขึ้นจากท้องพระโรง
ครั้นเวลาเที่ยงคืนก็ตรัสให้ราชบุรุษซึ่งเป็นที่ไว้พระหฤทัยจับนางปัทมาวดีคุมตัวออกไปนอกเมือง
แลปล่อยทิ้งไว้กลางป่าซึ่งมากด้วยภูตผีปีศาจแลสิงห์เสือร้ายทั้งปวง
ฝ่ายพุทธิศริระกับพระราชกุมารออกจากที่เฝ้าก็รีบกลับไปป่าช้า ผลัดเครื่องแต่งกายตามเดิมแล้วก็กลับไปเรือนหญิงนางนม
ให้รางวัลแก่หญิงนั้นมากมายจนแกนั่งร้องไห้ด้วยความยินดี แล้วชายทั้งสองก็ขึ้นม้าออกตามพวกราชบุรุษที่พานางไปปล่อย
ครั้นพบนางกลางป่าก็ชวนไปกรุงพราณสี
เราท่านไม่ต้องสงสัยว่าเมื่อการเป็นเช่นนั้น นางจะยอมเที่ยวเตร็ดเตร่อยู่องค์เดียวในป่าหรือจะยอมไปกับพระราชกุมาร
เวตาลเล่ามาถึงเพียงนี้ ก็ทูลพระวิกรมาทิตย์ว่า "พระองค์ทรงนิ่งฟังมาช้านานยังมิได้ตรัสอะไรเลย
ที่ทรงนิ่งฟังเช่นนี้ ก็คงจะเป็นด้วยเพลินเรื่องที่ข้าพเจ้าเล่า แต่เมื่อข้าพเจ้าเล่ามาจบเช่นนี้แล้ว
ถ้าพระองค์ไม่อธิบายปัญหาที่ข้าพเจ้าจะถามเดี๋ยวนี้ พระองค์คงจะตกนรกเป็นแน่ ปัญหาของข้าพเจ้านั้นคือว่า
ชายหนุ่มหนึ่ง สหายของชายหนุ่มหนึ่ง หญิงสาวหนึ่ง บิดาของหญิงสาวหนึ่ง ทั้งสี่นี้ควรจะติโทษใครมากที่สุด"
พระวิกรมาทิตย์ตรัสว่า "ท้าวทันตวัตเป็นผู้ที่ควรได้รับความติเตียนมากกว่าคนอื่น"
เวตาลทูลถามว่าเพราะเหตุไร พระวิกรมาทิตย์ตรัสว่า "พระวัชรมุกุฏนั้นอยู่ในเวลาที่ลุ่มหลงหญิง
เหตุฉะนั้นเสมอกับคนบ้า จะให้รับผิดชอบความประพฤติของตนเองนั้นไม่ได้ พุทธิศริระเป็นข้ารับใช้เจ้า
เมื่อทำการให้สำเร็จประสงค์เจ้าแล้วก็นับว่ากระทำการดีโดยหน้าที่ ส่วนนางปัทมาวดีนั้นนางเป็นหญิงสาว
เพราะฉะนั้นอาจฆ่าคนได้อยู่เสมอไม่นับว่าทำอะไรแปลกประหลาด แต่ ท้าวทันตวัตนั้นเป็นเจ้าครองแผ่นดิน
ชนมายุไม่น้อย ควรจะรอบรู้การงานทั้งปวง ไม่ควรจะหลงเชื่ออุบายตื้นๆ ยังมิทันได้ตรึกตรองให้ละเอียดก็ให้นำพระราชธิดาไปปล่อยกลางป่าเช่นนี้
ควรติเตียนเป็นอันมาก "
เวตาลได้ยินรับสั่งก็หัวเราะด้วยเสียงอันดัง กล่าวว่า "ข้าพเจ้าจะกลับไปที่ต้นอโศกเดี๋ยวนี้
ข้าพเจ้าเกิดมายังไม่เคยได้ยินพระราชาติเตียนพระราชาง่ายดายถึงเพียงนี้" เวตาลพูดเท่านั้นแล้วก็ออกจากย่าม
หัวเราะก้องฟ้า ลอยกลับไปเกาะห้อยหัวอยู่ยังต้นอโศกตามเดิม.
The
Vampire's First Story
นิทานเวตาลเรื่องที่
๒